ตอนที่ 150 เศรษฐีหมื่นหยวนสดใหม่จากเตา [1]
ไม่ปิดร้านก็ไม่ได้ พวกเธอมีสินค้าไม่เพียงพอสำหรับการขายแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานสนับสนุนให้ขายเสื้อกันลมและเสื้อขนเป็ดที่ค่อนข้างหนาเป็หลักสินค้าค้างคลังจะได้ไม่เหลือถึงหลังข้ามปี เสื้อนอกเหลืออยู่ไม่เท่าไรกางเกงยีนส์และเสื้อไหมพรมของร้านยิ่งไม่ต้องกังวลเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิสามารถขายต่อไปเหมือนเดิม หลังปีใหม่ยังสามารถขายเสื้อนอกขนสัตว์ได้ไม่ต้องกลุ่มใจเื่สินค้าตกค้าง ทำไมจะไม่ปิดร้านกันเล่าจะเฝ้าไปถึงวันสุดท้ายของปีค่อยปิดร้านจริงหรือ
เงินทองหาได้ไม่จบสิ้น หากไม่พักผ่อนเสียหน่อยคนทั้งครอบครัวต้องล้มพับแน่
หลายวันมานี้หลี่เฟิ่งเหมยยุ่งเสียจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเลี้ยงลูกยังดีที่มีหลิวหย่งช่วย เทาเทาปิดภาคเรียนฤดูหนาวตั้งนานแล้ว ทว่าพวกผู้ใหญ่ไม่มีเวลาดูแลเขาก่อนหน้านี้ได้วานภรรยาของหูหย่งไฉดูแลอยู่สองสามวันด้วยซ้ำ
เหนื่อยน่ะเหนื่อย ทว่าพอคิดถึงเงินที่ได้ จิตใจก็อิ่มเอมเหลือเกิน
วันแรกมีผลประกอบการ 6448 หยวนวันที่สองลดลงเล็กน้อยเหลือราว 5000 หยวนสองวันต่อมาคงอยู่ที่ประมาณ 3000 หยวนวันนี้เป็วันสุดท้ายที่เปิดร้านก่อนปีใหม่มูลค่าเสื้อผ้าในร้านที่ยังหลงเหลือรวมกันแล้วก็แค่หนึ่งพันกว่าหยวนตอนสินค้าของเฉินซีเหลียงยังมาไม่ถึง เสื้อผ้าหลากหลายแบบในร้านขายหมดเกลี้ยงแล้วเมื่อก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งแผงลอยยังมีคนกล้าจ่ายเงินจอง ตอนนี้มีหน้าร้านใหญ่โตเช่นนี้ก็คงไม่หนีหายโดยง่ายจึงมีลูกค้าบางรายจ่ายเงินก่อน รอสินค้ามาถึง ค่อยมารับของไป
เสื้อผ้าั้แ่ต้นจนตอนนี้มูลค่ารวมสองหมื่นกว่าหยวน ขาดเพียง 200 หยวน ผลประกอบการสุทธิก็แตะห้าหมื่นแล้ว
ถ้ายึดตามธนบัตรสิบหยวนซึ่งเป็ธนบัตรมูลค่าสูงสุด เงิน 5 หมื่นหยวนกองด้วยกัน มีสภาพเหมือน 5 แสนหยวนของอนาคตเงิน 1000 หยวนคือหนึ่งปึก ดังนั้นจึงมีเงินอยู่ 50 ปึก หลิวเฟินเฝ้าเงินทั้งกองกังวลอยู่ทั้งคืนเสียจนนอนไม่หลับ...เงินพวกนี้นำไปแลกเป็ธนบัตรสิบหยวนที่ธนาคารแล้วด้วยก่อนหน้านั้นมีธนบัตรย่อยเยอะแยะ ปริมาณเงินน่าใกว่ามาก
ตอนนี้นำเงินทั้งหมดมาวางรวมกัน นอกจากเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วทุกคนล้วนตะลึงงัน
จะแบ่งกำไรแท้ๆ ทำอย่างกับเป็ขโมยขโจรจับจ้องเงินพวกนั้นนานสองนานโดยไม่กล้ากล่าวสิ่งใด
“นี่... นี่แบ่งอย่างไรกันล่ะ!”
เงินกองอยู่บนโต๊ะ หลี่เฟิ่งเหมยรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป
ถ้าหมื่นหยวนถือว่าร่ำรวยแล้ว เศรษฐีหมื่นหยวนตั้งกี่คนกำเนิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวกันล่ะ?
อย่างไรเสียเซี่ยเสี่ยวหลานก็เคยพบเงินก้อนใหญ่ อีกทั้งพิจารณาไว้นานแล้วเธอดัน 29800 หยวนไปอีกด้าน “นี่คือเงินหมุนของร้าน ส่วนเงินค่าตกแต่ง ลุงก็ออกส่วนหนึ่งด้วยสินะถ้าไม่ตรวจบัญชีฉันคงไม่รู้เลย มีสองพันหยวนที่ไม่ตรง ฉันให้ลุง 4000 หยวน”
เธอไม่รอหลิวหย่งปฏิเสธก็อธิบายต่อ “มี 2000 หยวนที่ลุงจ่ายเป็ต้นทุนตกแต่ง และมีอีก 2000 หยวนที่เป็ค่าเหนื่อยของลุง ลุงอย่าเพิ่งปฏิเสธฉันคิดว่าการตกแต่งภายในนี่อนาคตไกลมากนะ...ที่ซางตูอาจไม่ค่อยมีคนตกแต่งภายในบ้านของตัวเอง แต่ถ้าเป็ธุรกิจอิสระที่อยากเปิดร้านต้องตกแต่งหน้าร้านเสียหน่อยไม่ใช่หรือ? งานของคังเหว่ยลุงรับไว้ก็ได้ก่อตั้งทีมตกแต่งภายในเอง”
การก่อตั้งทีมก่อสร้างจะดียิ่งกว่าการตกแต่งภายใน แม้การตกแต่งภายในจะทำเงินได้ดีทว่าตอนนี้แิการตกแต่งบ้านยังไม่ซึมลึกลงในจิตใจคน อีกอย่างบ้านที่ทุกคนอาศัยล้วนเป็ของที่รัฐจัดสรรกรรมสิทธิ์บ้านขึ้นกับประเทศ จะตกแต่งให้สวยงามขนาดนั้นทำไมกัน
สิ่งที่ทำเงินอย่างแท้จริงคือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ก็มีข้อจำกัดจากนโยบายรัฐเหมือนกัน บุคคลทั่วไปไม่มีที่ดินและไม่มีต้นแบบของที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ หลิวหย่งยังทำงานเป็ผู้รับเหมาสร้างอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ชั่วคราว
หลิวหย่งเป็คนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ ชีวิตยังไม่สิ้นย่อมต้องดิ้นรนต่อไปถ้าจะให้เขาอยู่บ้านเลี้ยงดูลูกชาย อาศัยหลี่เฟิ่งเหมยเปิดร้านเสื้อผ้าหาเงินหลิวหย่งคงเสียใจมาก เมื่อจะกระเสือกกระสนทำไมไม่กระเสือกกระสนสู่ถนนที่ราบเรียบและกว้างใหญ่ [1] เล่า
งานทุกวันนี้น้อยไปบ้างก็ไม่เป็ไร ถือว่าเป็การฝึกฝน มีงานรับไว้เมื่อว่างทำอย่างอื่น ลับฝีมือพรรคพวกให้พร้อมก่อนคนอื่นจะรับรู้ถึงโอกาสทางธุรกิจของอาชีพนี้ ก็สามารถเดินนำหน้าคนอื่นเขาแล้วสั่งสมประสบการณ์แล้วไปยังเส้นทางอสังหาริมทรัพย์!
อันที่จริงเขตบ้านเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกในประเทศได้ก่อสร้างที่เขตเศรษฐกิจเผิงเฉิงแล้วทว่าใครก็ไม่กล้ายกเื่ ‘อสังหาริมทรัพย์’ ขึ้นมา ภายใต้ ‘การค้าชดเชย’ รัฐบาลท้องถิ่นร่วมมือสร้างบ้านกับผู้ประกอบการฮ่องกงหลังจากสร้างบ้านเสร็จก็ขายแก่คนฮ่องกง ราคาบ้านประมาณ 2000 ดอลล่าร์ฮ่องกงต่อหนึ่งตารางเมตร คนท้องถิ่นของเผิงเฉิงไม่มีทางรับไหวบ้าน 50-60 ตารางเมตรหนึ่งหลังราคาสูงกว่าหนึ่งแสนดอลล่าร์ฮ่องกงคนท้องถิ่นจะซื้อไหวได้อย่างไร?
แต่ราคาบ้านเท่านี้คือราคาที่คนฮ่องกงสามารถซื้อได้ แถมยังย่อมเยากว่าในฮ่องกงมากกว่าครึ่ง!
รัฐบาลขายที่ดินแก่ผู้ประกอบการชาวฮ่องกงเพื่อสร้างบ้านสำหรับการพาณิชย์เงินที่การคลังได้รับนำไปสร้างหอพักของหน่วยงาน หรือก็คือ ‘การค้าชดเชย’ ที่กล่าวถึง
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางจดจำการพัฒนาทุกอย่างของเผิงเฉิงได้ชัดเจนแจ่มแจ้งแน่นอนข้อมูลมาจากไป๋เจินจู อีกฝ่ายไม่เข้าใจ ‘การค้าชดเชย’ อะไรมากนัก แต่รู้ว่าคนฮ่องกงสามารถซื้อบ้านในเผิงเฉิงได้ และบ้านหนึ่งหลังราคาหนึ่งแสนดอลล่าร์ฮ่องกงขายสินทรัพย์ทั้งหมดทั้งมวลของไป๋เจินจูและเซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้ก็ยังรวบรวมไม่ครบเซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้เธอติดตามต่อไปว่ามี ‘บ้านสวัสดิการ’ ขายแก่คนท้องถิ่นหรือไม่ บ้านสวัสดิการนี้ราคาถูกกว่ามากกิจการรัฐวิสาหกิจที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีความกล้ายิ่งนัก ของแบบนี้ต้องมีอยู่แล้วแค่คอยดูว่าไป๋เจินจูสามารถคว้าโอกาสให้มั่นได้หรือเปล่า
มีบ้านสวัสดิการพวกนี้ย่อมมีตลาดสำหรับอาชีพตกแต่งภายใน
เซี่ยเสี่ยวหลานบรรยายเื่เหล่านี้แก่หลิวหย่งแม้ไม่กล้าเกริ่นล่วงหน้าว่าอนาคตจะมี ‘การปฏิรูปเคหสถาน’ แต่ก็ทำให้จิตใจของหลิวหย่งรู้จักพลิกแพลงแล้ว หาโอกาสฝึกปรือฝีมือในซางตูจากนั้นไปขุดทองที่เผิงเฉิง นอกจากลักลอบขนสินค้าเถื่อนจะไม่มีหนทางหาเงินแบบอื่นเชียวหรือ?
“ลุงคิดว่าจะลองดูได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานยินดีมาก “ลุงไม่ต้องกังวลนะฉันจะดูว่าวานคนซื้อนิตยสารนอกกลับมาได้ไหม ถึงแม้คนในประเทศยังไม่มีความรู้ด้านนี้แต่ในต่างประเทศอาชีพนี้อิ่มตัวแล้ว”
หลิวหย่งถูกเธอหว่านล้อม แต่แน่นอนว่าไม่รับเงินค่าเหนื่อยที่เกินมา 2000 หยวน
“ลุงจะเอาค่าเหนื่อยทำไมเล่า ตกแต่งอย่างไรก็หลานคิดทั้งนั้นรองานหน้าของลุง ค่อยพูดเื่ค่าเหนื่อย!”
“งานหน้าของคุณไม่ใช่แต่งบ้านให้คังเหว่ยหรือ? เขาส่งคนพาฉันและเสี่ยวหลานออกมาจากสถานีตำรวจคุณยังจะคิดค่าแรงเขาหรือ?”
หลี่เฟิ่งเหมยพูดได้มีเหตุผล หลิวหย่งลูบจมูกแก้เก้อนับวันภรรยายิ่งแผ่รังสีของนางเสือโคร่ง เขาไม่มีทางเลือกเช่นกัน
ไม่แตะต้องเงินค่าสินค้าจำนวนสองหมื่นกว่าหยวนอีกสองหมื่นที่เหลือก็ปันผลได้ เซี่ยเสี่ยวหลานมีหุ้นร้อยละ 60 ได้ไป 12000 หยวนหลี่เฟิ่งเหมยมีหุ้นร้อยละ 40 แบ่งไป 8000 หยวน เปรียบเทียบสินทรัพย์ที่สองครอบครัวลงทุนล้วนได้รับทั้งเงินต้นและกำไร แถมมีหน้าร้านที่เงินสดสามารถหมุนเวียนอีกหนึ่งแห่ง
“ทำไมอยู่ดีๆ ชีวิตถึงกลายเป็แบบนี้ได้?”
หลังส่งครอบครัวลุงกลับไป เซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้ยินมารดาพึมพำ
“แม่ไม่เชื่อหรือ? จับเงินบนโต๊ะดูสิของจริงทั้งนั้น!”
หลิวเฟินไม่อยากเชื่อจริงๆ เมื่อก่อนตอนอยู่ตระกูลเซี่ยไม่เคยเห็นเงินด้วยซ้ำเงินทองก็หายากอยู่แล้ว ต่อมาติดตามเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าเมืองขายไข่ไก่พบว่าหนึ่งวันสามารถทำเงินได้ 10 หยวนยังรู้สึกว่ามากมายเหลือเกินแล้วจนเซี่ยเสี่ยวหลานรับซื้อปลาไหลมาส่งในซางตู หนึ่งรอบได้เงินยี่สิบสามสิบหยวนบวกกับรับกากน้ำมันระหว่างทางกลับไปขายในชนบท รายได้ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย
พอเซี่ยเสี่ยวหลานวางมือจากธุรกิจปลาไหล เดินทางไปรับเสื้อผ้าจากหยางเฉิงงานขายกากน้ำมันจึงมีหลิวเฟินเป็คนรับผิดชอบ เธอยินยอมลำบากวิ่งขายได้วันละหลายรอบ ไม่ว่าตลาดของชุมชนใกล้ซางตูหรือหมู่บ้านทั่วสารทิศไม่มีสถานที่ที่เธอไม่เคยไปเยือน หนึ่งเดือนที่เธอเร่ขายกากน้ำมันยังได้ไม่ถึงหนึ่งพันหยวนอยู่ดีทว่าเงินจำนวนมากขนาดนี้ ถือเป็จำนวนที่มากจนหลิวเฟินไม่กล้าฝันใฝ่
ปรากฏว่าเซี่ยเสี่ยวหลานค้าขายเสื้อผ้าเพียงสามเดือนกว่า เงินที่ได้ต้องใช้หลัก ‘หมื่น’ มาคิดแล้ว!
‘เศรษฐีหมื่นหยวน’ คือคำพูดที่เพิ่งนิยมเมื่อไม่กี่ปีก่อนมีบางคนแอบทำการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ก็สะสมเงินเก็บมากกว่าหมื่นหยวนได้หลิวเฟินไม่กล้าคิดแน่นอนว่าเธอจะสามารถกลายเป็เศรษฐีหมื่นหยวนได้ใครล่วงรู้เล่าว่าลาจากบ้านตระกูลเซี่ยได้เพียงไม่นาน เธอกับลูกสาวก็กลายเป็เศรษฐีหมื่นหยวนเสียแล้ว
เธอลูบคลำเงินบนโต๊ะตามที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะชอบใจ
“ให้แม่เอาทั้งหมดไปฝากนะ แม่คือคนดูแลเงินของบ้านเรา”
เชิงอรรถ
[1]新出炉 สดใหม่จากเตา หมายถึง ใหม่มาก เพิ่งปรากฏตัว
[2]康庄大道 ถนนที่ราบเรียบกว้างใหญ่ หมายถึง อนาคนที่สดใส
