ในตอนนั้นสมองของฉินซีหมุนวนไม่สิ้นสุด ก่อนที่เขาจะรู้สึกเสียใจที่พูดประโยคนั้นออกมา มันยากที่จะได้ยินความจริงจากปากของจี่อวี้เซวียน หากเขาอยากจะหลอกคุณ เขาก็จะหลอกได้อย่างแเี ฉินซีปิดปากลง สีหน้าหม่นลง และไม่พูดจาอีก
“ถูกจุดอ่อนของนายเข้าแล้วเหรอ?” จี่อวี้เซวี่ยนถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดูราวกับพูดจาดี รู้จักมารยาท เป็คนที่ติดต่อสร้างสัมพันธ์ได้ง่าย
ในใจของฉินซีรู้สึกขยะแขยงสุดจะทน หยางจื้ออยากจะหยิกเขา แต่ก็กลัวฉินซีจะถีบอีก เลยได้แต่อดกลั้นจนใบหน้าแดงก่ำ
เดิมทีจี่อวี้เซวียนก็ไม่ได้ใส่ใจเื่ที่ฉินซีไม่ได้ตอบคำถามของเขา สำหรับเขาแล้ว ฉินซียังเป็เด็กน้อยขี้อาย บางทีอาจจะเป็พวกไร้ประสบการณ์ก็ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าของจี่อวี้เซวียนจึงยิ่งดูอบอุ่น “วางใจเถอะ ฉันจะไม่บอกเื่นี้กับเฉินเจวี๋ย”
บางทีเขาอาจจะกล่อมฉินซีเป็เด็กจริงๆ เขาอยากจะใช้เงื่อนไข ‘นี่เป็ความลับที่มีเพียงเราสองคนที่รู้’ มาขยับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา
แต่น่าเสียดายที่ในชาตินี้ฉินซีไม่ตกหลุมพรางของเขา สีหน้าของฉินซีไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
พนักงานนำตะเกียบเข้ามา จี่อวี้เซวียนเป็ฝ่ายวางตะเกียบให้ฉินซีเอง ทั้งยังถามขึ้นอย่างใส่ใจ “อยากได้ซุปก่อนอาหารไหม?”
เมื่อคนอื่นเห็นท่าทางแบบนี้ของจี่อวี้เซวียนต่างก็มองหน้าสบตากัน อย่างนั้นก็ต้องคาดเดาฐานะของฉินซีขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“ขอบคุณครับ ผมจัดการเองได้” ฉินซีปฏิเสธจี่อวี้เซวียน
เนื่องจากฉินซีนั่งอยู่ข้างๆ จี่อวี้เซวียนทำให้คนที่้าเข้ามาพูดคุยกับเขาไม่ได้มีโอกาสมากนัก ฉินซีเดาว่าตอนนี้คงจะมีคนสาปแช่งเขาอยู่ในใจไม่น้อย เขาทานอาหารต่อไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ท่าทางของเขาดูราวกับมองว่านี่เป็งานเลี้ยงทานอาหารที่มีเพียงการทานอาหารจริงๆ
ความจริงจี่อวี้เซวียนเป็คนที่มีไหวพริบคนหนึ่ง เมื่อพูดถึงวงการบันเทิงขึ้นมา เขาก็ไม่มีทางโอ้อวดอย่างพวกนักลงทุนรวยเงินก้อนโง่ๆ เ่าั้ ตอนที่เขาพูดจามักจะดึงดูดความสนใจจากคนอื่นเสมอ ในขณะที่คนจำนวนมากมองมาที่เขาก็จะเกิดความรู้สึกว่า เขาเป็ผู้ชายที่น่านับถือมาก
จี่อวี้เซวียนคิดว่าเมื่อตัวเองเผยด้านแบบนี้ออกมาจะสามารถดึงดูดความสนใจจากฉินซีที่ไม่รู้จักโลกกว้างได้ แม้บนโต๊ะอาหาร ฉินซีจะไม่ทำสีหน้าดีๆ กับเขา และไม่ได้พูดอะไร เขาก็คิดว่าบางทีฉินซีอาจจะเขินอายหรือกำลังกลัวเฉินเจวี๋ยไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อทานอาหารไปเกือบหมด ทั้งยังยกดื่มกันอีกหลายรอบแล้ว คนจำนวนมากก็เริ่มกล้าเข้ามาพูดคุยกับจี่อวี้เซวียน และจี่อวี้เซวียนเองก็พูดคุยกับคนเ่าั้อย่างยิ้มแย้ม
ฉินซีตั้งใจอาศัยสถานการณ์นี้ลุกออกไป
แต่ความสนใจของจี่อวี้เซวียนกลับอยู่ที่ฉินซีมาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าเขาลุกขึ้นมา ก็หันหน้ามาเรียกไว้ “ฉินซี นายจะไปไหนล่ะ?”
ในตอนนั้นสายตาของทุกคนก็มารวมอยู่ที่ฉินซีอีกครั้ง สีหน้าของฉินซีเปลี่ยนไปมา อดกลั้นความรู้สึกต่างๆ ลงอย่างยากลำบาก จากนั้นก็ยอมนั่งลงไปด้วยความอึดอัด แต่เขากลับสับจี่อวี้เซวียนเป็ชิ้นๆ ในใจไปตั้งไม่รู้กี่รอบแล้ว
จ้องเขาทำไมนักหนา? หรือว่าชาตินี้จี่อวี้เซวียนจะถูกใจเขาอีกแล้ว? ฉินซีขยะแขยงจนแทบอ้วก เขาบีบเรียวนิ้วขาวจนแน่นเพื่อควบคุมไม่ให้ตัวเองพุ่งเข้าไปต่อยหน้ายิ้มๆ ของจี่อวี้เซวียน
เมื่อทางฝั่งจี่อวี้เซวียนพูดจบ งานเลี้ยงอาหารก็ใกล้จะแยกย้ายแล้ว ฉินซีรู้สึกเหมือนนั่งบนพรมเข็มมาตลอดทั้งคืน อย่าได้พูดถึงเื่ที่เขาไม่ได้สานสัมพันธ์กับนักลงทุนหรือผู้จัดทำหนังละครเลย แค่คนอื่นเห็นจี่อวี้เซวียนนั่งอยู่ข้างเขา ก็ไม่กล้ายื่นโอกาสอะไรให้แล้ว ฉินซีเศร้าใจแทบตาย สู้ไม่มาเสียยังดีกว่า
“ไปเถอะ” จี่อวี้เซวียนลุกขึ้น ฝ่ามือของเขาวางลงบนบ่าของฉินซี ฉินซีสลัดมือนั้นออกทันที
“นายพักอยู่ที่ไหน? ฉันจะไปส่ง” จี่อวี้เซวียนโค้งมุมปากขึ้น “คงไม่ได้อยู่กับเฉินเจวี๋ยใช่ไหม?”
“ไม่ต้องครับ” ฉินซีรีบเดินออกไป
จี่อวี้เซวียนเองก็ไม่ได้ตามมา เขาเรียกหยางจื้อเอาไว้
หยางจื้อมองเขาด้วยความหวาดกลัว “คุณจี่...”
หลังจากฉินซีออกไปแล้ว เขาก็รีบโบกรถแท็กซี่ เมื่อขึ้นรถไปแล้วก็ปิดประตูทันที “รีบออกเลยครับ” ตอนนี้หากได้มองจี่อวี้เซวียนอีกครั้ง ก็ราวกับจะมีมีดเล่มหนึ่งแทงตาเข้ามาเช่นนั้น
รถเพิ่งจะออกตัว ฉินซีก็ได้รับข้อความจากหยางจื้อ “พรุ่งนี้มาที่บริษัท มีเื่จะตกลงกับนาย ต้องมาให้ได้นะ”
ฉินซีปิดโทรศัพท์ด้วยรู้สึกรำคาญใจ โดยเฉพาะหลังจากกลับไปถึงบ้านแล้วเปิดไฟก็พบว่า ภายในห้องนั่งเล่นว่างเปล่า บนโต๊ะอาหารยังมีกล่องข้าวที่ตัวเองลืมเอาไปทิ้งวางอยู่ ในใจของเขาไม่สงบสุขนัก เหงาเหรอ? ฉินซีตบลงที่หน้าผากของตัวเองเพื่อสลัดความรู้สึกเ่าั้ออกจากหัวสมอง อาบน้ำ นอนหลับ
แม้หยางจื้อจะน่ารำคาญ แต่ฉินซีก็จะพยายามให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอเพียงเขายังอยู่ใต้การดูแลของหยางจื้อ เขาก็จะต้องไว้หน้าอีกฝ่าย เมื่ออีกฝ่ายบอกให้เขาไปบริษัท เขาก็ต้องไปให้เร็ว
หลังจากไปถึงแล้ว หยางจื้อก็กำลังชงกาแฟให้ตัวเองอยู่ในห้องพัก ในมือของเขาถือเอกสาร ทั้งยังหนีบโทรศัพท์เอาไว้ที่รักแร้ เขากำลังะเิอารมณ์โมโหใส่คนคนหนึ่งอยู่ “ฉันบอกเอาไว้ว่ายังไง? บอกว่าไม่ให้ออกไปไหนมั่วซั่วยังไงเล่า! ตอนนี้มีเื่แบบนี้ขึ้นมา พวกเธออยากจะให้ชื่อเสียงที่สร้างมาด้วยความลำบากถูกทำลายไปหมดหรือยังไง? เมื่อคืนบอกว่าให้ไปกับฉัน พวกเธอก็ไปเที่ยวคลับ! นี่รู้หรือเปล่าว่าพลาดโอกาสดีขนาดไหนไป!”
ฉินซีเลิกคิ้ว ก่อนจะยื่นมือไปเคาะประตู
หยางจื้อเงียบไปทันที เขาวางแก้วกาแฟลง มืออีกข้างถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้ “พอแค่นี้ก่อน มารายงานตัวที่บริษัทเองล่ะ” เขาพูดพร้อมวางสายไป
ไม่รู้ว่าทำไม แต่หลังจากหยางจื้อสบตาเข้ากับฉินซี สีหน้าก็กลายเป็แปลกประหลาด ดูเหมือนจะรังเกียจเขามาก แต่ก็ต้องอดกลั้นไว้ ทั้งยังปรากฏรอยยิ้มเป็กันเองออกมาอีก ท่าทางสับสนเหล่านี้ทำให้สีหน้าของหยางจื้อยิ่งมองก็ยิ่งพิลึก
“พี่หยาง เรียกผมมามีอะไรหรือเปล่าครับ?” ฉินซีถามขึ้นเรียบๆ ท่าทางของเขาดูไม่ได้มีความเคารพเกรงใจอย่างตอนแรกที่ได้พบผู้จัดการแล้ว
ความอึดอัดปรากฏบนใบหน้าของหยางจื้อ หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มออกมาพร้อมพูดขึ้น “ฉินซี ฉันมีข่าวดีจะบอก นายจำคุณจี่ คนเมื่อคืนได้ใช่ไหม? ฉันไม่รู้ว่านายกับคุณจี่รู้จักกันได้ยังไง แต่ว่าคุณจี่ยื่นโอกาสมาให้นาย นายควรจะคว้ามันเอาไว้ แล้วหลังจากนี้เส้นทางนักแสดงของนายก็จะราบรื่นไปตลอดแล้ว!” หยางจื้อพูดด้วยท่าทางตื่นเต้นราวกับเห็นภาพตัวเองที่เป็ผู้จัดการของฉินซี ได้อาศัยเื่นี้กลายเป็ผู้จัดการในระดับยอดเยี่ยมไปด้วย
“ยื่นโอกาสอะไรครับ?” ฉินซีขมวดคิ้วเข้าหากัน รู้สึกไม่ค่อยดีนัก
หยางจื้อลดรอยยิ้มบนใบหน้าลง น้ำเสียงของเขาเคร่งเครียด “ฉินซี ในเมื่อนายเข้ามาในวงการบันเทิงแล้ว นายก็น่าจะรู้เื่ที่ซ่อนอยู่ภายในของวงการบันเทิง คุณจี่ถูกใจนายเข้าแล้ว...” ตอนที่พูดคำพูดนี้ออกมา ในแววตาของเขาปรากฏความไม่ชอบใจและความรังเกียจ บางทีคงจะรังเกียจพวกรักร่วมเพศสินะ?
ฉินซีเหยียดยิ้มในใจ ไม่ได้เผยออกมาบนใบหน้า เขาเพียงถามกลับด้วยความเรียบเฉยเช่นเดิม “คุณจี่อยากจะเลี้ยงดูผมเหรอครับ?” ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนกับที่คนหน้าใหม่ควรจะมี เขาไม่ได้ตื่นเต้นและไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังถูกเหยียดหยาม
หยางจื้อสงสัยเล็กน้อย ยังคงกดความประหลาดในใจเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้า “ใช่ คุณจี่อยากรับเลี้ยงนาย นายอย่าเพิ่งรีบร้อนปฏิเสธเลย ถ้าเกิดว่านายอยู่ที่เมืองหนิงชื่อมานาน ก็น่าจะรู้ว่าคุณจี่มีตำแหน่งแบบไหนในเมือง ขอเพียงมีคุณจี่คอยอยู่เื้ั สนับสนุนนาย ถ้านายอยากได้บทบาทไหน มีเหรอที่จะไม่ได้? ความนิยมจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วตอนนั้นนายจะเป็ยังไง? ก็เป็นักแสดงระดับต้นๆ ยังไงล่ะ!”
“นักแสดงระดับต้นเหรอ...” ในที่สุดบนใบหน้าของฉินซีก็ปรากฏความเย้ยหยัน รอยยิ้มเหยียดหยามของเขาไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป “ผมไม่ได้อยากจะเป็ระดับต้นๆ นี่”
หยางจื้อรู้สึกรำคาญใจขึ้นมา แต่เมื่อนึกถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ เขาก็ยังคงพูดพร้อมรอยยิ้ม “อย่าทำตัวโง่ไปหน่อยเลย เข้ามาในวงการบันเทิงแล้ว มีใครจะไม่อยากมีชื่อเสียงบ้าง? ฟังฉันนะ การอยู่กับคุณจี่มีแต่ผลประโยชน์มากมาย”
“ที่แท้ ที่เมื่อวานพี่หยางเรียกผมออกไป ก็เพราะจะเอาผมไปขายนี่เอง” ฉินซีพูดพร้อมหัวเราะแห้งๆ
สีหน้าของหยางจื้อดุดันขึ้นมา เขาขบฟันพูด “ฉินซี นายอย่ามาพูดเสียดสีฉันเลย ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อนาย โอกาสดีขนาดนี้ นายไม่้า แต่คนอื่นต่างก็อยากได้ทั้งนั้น”
“แต่น่าเสียดายนะครับ ที่จี่อวี้เซวียนไม่ถูกใจพวกเขา...”
“นายนี่กล้ามากจริงๆ นะ ถึงได้กล้าเรียกชื่อของคุณจี่ตรงๆ แบบนี้” หยางจื้อขบฟันแน่นขึ้น
“เมื่อคืนอาจารย์หวังก็บอกให้ผมออกไป เธอรู้ไหมว่าคุณจะทำตัวเป็แม่เล้าแบบนี้?” ฉินซีเหยียดยิ้ม
แต่ใครจะรู้ว่า จู่ๆ หยางจื้อก็ผ่อนคลายสีหน้าลง ก่อนจะพูดทั้งรอยยิ้ม “นายคิดว่าพี่หวังไม่รู้เื่เหรอ? เื่ที่คุณจี่ถูกใจนายเข้าน่ะ พี่หวังเองก็รู้เื่ ถ้านายสามารถจับจี่อวี้เซวียนไว้ได้ โอกาสที่ดีขนาดนี้ อย่าได้พูดถึงนายเลย พวกหัวหน้าของฉันไม่มีทางเห็นด้วยที่จะละทิ้งไปหรอก”
ฉินซีรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่าหวังตันเองก็จะเห็นด้วย
“นายคิดว่าพี่หวังจะปกป้องนายเพราะเื่นี้เหรอ? อย่าล้อเล่นไปหน่อยเลยฉินซี ในกวงิฟิล์ม พวกเราใช้ผลงานคุยกันทั้งนั้น! ถ้าฉันสร้างดาราชั้นยอดได้หลายๆ คน ฉันก็เป็ผู้จัดการที่ดี ฉันก็จะได้เลื่อนขั้น! นายมีคุณจี่คอยสนับสนุน นายถ่ายละครเยอะ ไปออกงานเยอะ ระดับสิ่งตอบแทนของนายก็จะสูงขึ้น! พี่หวังเองก็เหมือนกัน คนหน้าใหม่ที่เธอพาเข้ามาในบริษัทมีชื่อเสียงมากเท่าไร เธอก็ยิ่งได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น! กวงิฟิล์มมีไว้สร้างดารา ไม่ใช่ทำการกุศล!” หยางจื้อพูดเหยียดหยามฉินซี สีหน้าของเขาดูราวกับกำลังดูถูกความไร้เดียงสาของอีกฝ่าย
ฉินซีคิดไม่ถึงว่า กวงิฟิล์มที่เมื่อชาติก่อนตัวเองเชิดชูบูชา จะมีสภาพภายในเป็แบบนี้ นี่ไม่ได้ต่างอะไรกับบริษัทไก่ป่าเทียนหม่าหยูเล่อเลยสักนิด ก็แค่ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นนอกที่งดงามสว่างไสวเท่านั้น
ฉินซีเหยียดยิ้มในใจ อ้อ ไม่ใช่ บางทีเขาควรจะดีใจ ที่อย่างน้อยกวงิฟิล์มก็ไม่ได้ต่ำถึงขนาดให้นักแสดงในสังกัดไปแสดงละครเกรดสาม
“ไม่ว่านายจะตกลงหรือไม่ตกลงเื่นี้ บริษัทก็จะเป็ฝ่ายตัดสินใจเอง” ในที่สุดหยางจื้อก็ฉีกคราบที่เต็มไปด้วยความหวังดีออก “นายยินดีด้วยตัวเองถือเป็การดีที่สุด แต่ถ้านายไม่ยินดีก็ไม่ได้มีผลอะไร การที่คุณจี่้าตัวคนหน้าใหม่อย่างนั้น ก็เป็เพียงเื่ง่ายๆ อย่าให้ถึงตอนที่ถูกจัดการเละแล้วค่อยมาร้องไห้บอกว่าตัวเองผิดไปแล้วก็แล้วกัน”
“อ้อ ขอบคุณที่พี่คิดแทนให้นะครับ” ฉินซีมองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น “แต่… ต้องขอโทษจริงๆ ครับ คนอย่างผมไม่ตกหลุมการข่มขู่แบบนี้หรอก”
“ถ้าแบบนั้นนายก็รอโดนเมินไปได้เลย!” หยางจื้อโกรธจัดจนพ่นวาจาร้ายกาจออกมา
ฉินซีเกือบได้หัวเราะจนตายไปแล้ว “หลังจากที่ผมเซ็นสัญญาเข้ามาในบริษัท ผู้จัดการอย่างพี่ทำอะไรให้ผมบ้าง? บริษัททำอะไรให้ผมบ้าง? อ้อ ก็แค่ให้ผู้ช่วยมาคนหนึ่ง แถมยังเป็สิ่งที่ผมต้องไปดึงดันมาอีก! ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างอะไรไปจากการถูกดองนักหรอกครับ”
“นายเป็บ้าหรือเปล่า?” หยางจื้อคิดไม่ถึงเลยว่าฉินซีจะสงบนิ่งขนาดนี้ เขาใสซื่อบริสุทธิ์จริงเหรอ? หรือที่ไม่เกรงกลัวอะไรก็เพราะมีการสนับสนุนอยู่เื้ักันแน่?
ในใจของฉินซีคิดขึ้น แม้แต่คนอย่างเฉินเจวี๋ย ฉันยังปฏิเสธมาแล้วเลย กับแค่จี่อวี้เซวียน ข้าจะไม่กล้าปฏิเสธเหรอ? มีความสามารถมากนักก็เข้ามาจับตัวฉันไปเลยสิ! ฉินซีหันหลังให้หยางจื้ออย่างก้าวร้าว ก่อนจะตรงออกมาจากห้องพัก
ทางฝั่งหยางจื้อนำโทรศัพท์มือถือออกมา กดโทรออกไปด้วยความกลัว “สวัสดีครับ ผมคือหยางจื้อ ผม้าคุยกับคุณจี่”
“คุณจี่ครับ เขา...”
“เขาพูดดีๆ ไม่ชอบ ชอบให้บังคับน่ะครับ”
