เสียงเคาะประตูระลอกหนึ่งดังขึ้น ไป๋อวิ๋นซีทำหน้านิ่งเฉย แต่ในใจกลับโล่งอก
ไป๋อวิ๋นซีทำหน้าเคร่งยกเท้าเตะเย่ฝานออกไป แล้วพูดด้วยความเ็า “ไปเปิดประตู”
เย่ฝานบีบนวดขาของตน แล้วพูดอย่างไม่พอใจ “ทำไมนายถึงชอบเตะฉันตลอดเลยล่ะ! เมื่อคืนนายก็ถีบฉันตกเตียงด้วย ฉันอุตส่าห์ซื้อเตียงไซส์ใหญ่ที่สุดแล้วนะ พื้นที่ยังไม่พอให้นายนอนอีกเหรอ ต้องไล่ฉันลงจากเตียงบ่อยๆ เลย อวิ๋นซีนายอย่าโหดขนาดนั้นเลยได้ไหม! นายตัวเล็กขนาดนี้ ทำไมต้องยึดที่บนเตียงไว้นอนคนเดียวด้วยล่ะ! ”
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันก็เป็แบบนี้แหละ...”
“เอาล่ะๆ ฉันจะไปดูที่ร้านว่ามีเตียงไซส์ใหญ่กว่านี้ไหม” เย่ฝานแสดงสีหน้าจนปัญญากับภรรยาของตน
ไป๋อวิ๋นซี “…” มันไม่ใช่ปัญหาเื่เตียงเลยด้วยซ้ำ!
เย่ฝานเปิดประตู พอเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็บ่นด้วยความเซ็ง “พี่ใหญ่… ทำไมต้องเวลานี้ด้วยครับ?”
ไป๋อวิ๋นจิ่นเห็นสีหน้ารำคาญของเย่ฝานก็มองไป๋อวิ๋นซีแวบหนึ่ง แล้วถามด้วยความไม่เข้าใจ “ฉันมาไม่ถูกเวลาเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าตอบ “อืม ไม่ค่อยถูกเวลาเท่าไรครับ!”
“หุบปากไปเลยนะ” ไป๋อวิ๋นซีตำหนิเย่ฝานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เย่ฝานหันมามองไป๋อวิ๋นซีราวกับผู้ไม่ได้รับความยุติธรรม
ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยความรำคาญ “นายไม่มีงานทำ แต่นายก็หากิจกรรมอื่นทำก็ได้ไม่ใช่เหรอ? รีบไปสิ”
เย่ฝานพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันก็เพิ่งจะว่างงานไม่กี่วันนี้นี่เอง! เมียก็เมินเฉยต่อฉันซะแล้ว มีคนพูดไว้ว่าการแต่งงานคือหลุมฝังศพของความรัก มันเป็อย่างนี้นี่เอง! ”
“ใช่ ตอนนี้มันคงจะถึงเจ็ดปีรักจางแล้วล่ะ ฉันก็ว่าจะสลัดนายทิ้งแล้ว!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่พอใจ
“เจ็ดปี? มันยังไม่ถึงเจ็ดปีเลยนะ เจ็ดเดือนก็ยังไม่ถึงเลย!” เย่ฝานพูดด้วยความไม่เข้าใจ
“ไปให้พ้น!”
ไป๋อวิ๋นซีดูเย่ฝานเดินจากไปก็อดปวดหัวไม่ได้
“เย่ฝานมาทำอะไรเหรอ!” ไป๋อวิ๋นจิ่นถาม
ไป๋อวิ๋นซีตอบด้วยอารมณ์โมโห “เขาก็ว่างมากไงครับ เลยคิดจะก่อกวน ผมควรหาอะไรให้เขาทำสักหน่อย! พอว่างก็ชอบก่อความวุ่นวายอย่างนี้” ไป๋อวิ๋นซีนวดบ่าของตนที่ตึงเปรี๊ยะ ใบหน้าของเขาดูแดงระเรื่อกว่าปกติ
ไป๋อวิ๋นจิ่นถูจมูกพลางคิดในใจ เื่ราวคงไม่เป็อย่างที่เขาคิดหรอกนะ! น้องชายของเขาเป็คนจริงจังขนาดนี้ กลับหาคนรักที่ไม่จริงจังกับทุกเื่อย่างเย่ฝานได้
……...................................................................................
ณ คฤหาสน์ของไช่เจิ้นจวิ้น
ไช่เจิ้นจวิ้นเทนมสดหนึ่งแก้วให้เย่ฝาน แล้วถามด้วยความประหลาดใจว่า “คุณชายเย่ ทำไมถึงมาที่นี่ได้ล่ะ!”
เย่ฝานโบกมือไปมา “เมียฉันไม่สนใจฉัน ก็เลยมาหานายน่ะสิ”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
“เ้าไก่อ่อน นายรู้จักเจ็ดปีรักจางไหม?” เย่ฝานซักถาม
ไช่เจิ้นจวิ้นพยักหน้าตอบ“รู้สิ ‘เจ็ดปีรักจางไหม’ คือลักษณะของคู่สามีภรรยาที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมากเกินไป ความโรแมนติก ความสง่างามต่างๆ ย่อมต้องลดลง หลังจากนั้นชีวิตคู่ก็เข้าสู่่วิกฤติ
“ฉันเพิ่งจะหมั้นกันเองนะ เมียฉันก็บอกว่าเจ็ดปีรักจางซะแล้ว เขาไม่รักฉันแล้ว! ” เย่ฝานพูดด้วยความกลัดกลุ้ม
ไช่เจิ้นจวิ้นมองเย่ฝาน แล้วพูดว่า “คุณชายเย่ นายเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า! ฉันเห็นคุณชายไป๋รักนายมากเลยนะ”
“งั้นเหรอ? นายคิดอย่างนั้นเหรอ?” เย่ฝานถาม
ไช่เจิ้นจวิ้นพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ใช่น่ะสิ! ถ้าคุณชายไป๋ไม่รักนาย แล้วเขาจะหมั้นกับนายทำไมล่ะ!”
“มันก็ใช่นะ! อวิ๋นซีคงเขาคงไม่ชอบที่ฉันไม่ทำงานหาเงิน ในมือของนายมีโครงการที่สร้างความร่ำรวย หรือไม่ต้องลงทุนแต่ได้กำไรมากบ้างไหม?” เย่ฝานถาม
ไช่เจิ้นจวิ้นส่ายหน้าพลางคิดในใจว่า ถ้าในมือเขามีโครงการอย่างที่ว่า เขาก็คงเจริญรุ่งเรืองไปนานแล้ว! ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ เขาคงไม่ต้องคอยเอาแต่ประจบประแจงพี่ชายที่เข้าใจยากของเขาคนนั้นหรอก
ไช่เจิ้นจวิ้นหัวเราะเฝื่อนๆ แล้วพูดว่า “ไม่มีหรอก!”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ก็ใช่อ่ะนะ หากคาดหวังเื่สำคัญจากนาย ก็คงไม่มีหวังหรอก”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…” แม้จะเป็ความจริง แต่ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้นะ
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเย่ฝานดังขึ้น ใบหน้าของเขาปรากฏความเบิกบานขึ้นมาทันใด!
“อวิ๋นซี มีอะไรหรือเปล่า คิดถึงฉันแล้วเหรอ?”
“ตอนนี้นายอยู่ไหน!”
“ฉันอยู่ข้างนอกน่ะ”
“ข้างนอก แล้วนายอยู่กับใคร!” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยปากถาม
“ฉันเหรอ? ตอนนี้อยู่กับไช่เจิ้นจวิ้นน่ะ!”
“นายอยู่กับพวกเกาะพ่อแม่กิน พวกที่สมองมีแต่เื่ไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อยได้ไหม!” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่พอใจ
เย่ฝาน “…”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
ไช่เจิ้นจวิ้นเห็นเย่ฝานวางสายไป จึงถามด้วยความสงสัย “ลูกพี่เย่ มีเื่อะไรเหรอ?”
“อวิ๋นซีบอกให้ฉันเลิกคบกับนายน่ะสิ?”
ไช่เจิ้นจวิ้นพอจะได้ยินคำพูดของไป๋อวิ๋นซีแว่วๆ แต่เขาไม่เข้าใจว่าตนไปทำอะไรให้คุณชายสามตระกูลไป๋ไม่พอใจ
ไช่เจิ้นจวิ้นถามอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมอยู่ดีๆ คุณชายไป๋ถึงมีปัญหากับฉันได้ล่ะ หรือว่านายบอกคุณชายไป๋ว่าฉันเอานิยายลามกให้นายอ่าน?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “อวิ๋นซีรู้เื่แล้ว”
ไช่เจิ้นจวิ้นถามอย่างสงสัย “ทำไมคุณชายไป๋ถึงรู้เื่ได้ล่ะ?” ทั้งๆ ที่เขาแอบเอาไปให้เย่ฝานแท้ๆ
“ก็อวิ๋นซีถาม ฉันก็เลยบอก!”
“คุณชายเย่ ทำไมถึงไม่ปฏิเสธไปสักหน่อยเล่า แค่นี้ก็ยอมรับแล้ว!”
“กฎข้อแรกของสุภาพบุรุษที่ดีคือ ห้ามหลอกลวงภรรยา!”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…” ไม่กลัวคู่แข่งที่แข็งแกร่งดั่งเทพเ้า แต่กลัวมีเพื่อนที่โง่เง่าเหมือนหมู! คุณชายเย่ ขายเพื่อนฝูงแบบนี้มันไม่จริงใจต่อกันเลยนะ
“ฉันกลับก่อนนะ ซีดีที่นายรับปากฉันเมื่อคราวก่อน อย่าลืมหามาให้ฉันด้วยล่ะ! ฉันจะให้หยกคุ้มภัยเป็สิ่งตอบแทน นายก็รู้นี่ว่าของวิเศษของฉัน เป็อาวุธลับที่ใช้จีบสาวได้ดีแค่ไหน” เย่ฝานพูดพลางตบบ่าของไช่จวิ้นเจิ้น
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
…….....................................................................................
เย่ฝานยังเดินไปไม่ถึงคฤหาสน์ เขามองลอดต้นไม้ใบหญ้าเข้าไปในเขตบ้าน พบว่ามีคนหลายคนยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้า
มีทั้งนักพรตในชุดคลุมจีนโบราณ หลวงจีนที่ศึกษาพระธรรม ภิกษุณีในชุดสีขาว และมีจางเซวียนด้วย ท่ามกลางเหล่า “ยอดคน” ที่แต่งตัวโดดเด่นเป็เอกลักษณ์ จางเซวียนที่แต่งตัวด้วยชุดธรรมดาจึงดูไม่เข้าพวกไปเลย
เย่ฝานกำลังคิดจะเดินไปทางอื่น แต่ถูกจางเหวินเทารั้งตัวเอาไว้ก่อน
เย่ฝานเห็นจางเหวินเทาก็แย้มยิ้มพลางทักทาย “นักพรตจาง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”
“นักพรตจาง ปากประตูบ้านผมมีคนยืนอยู่เต็มไปหมด รู้ไหมว่าพวกเขามาทำอะไร?”
“เธอยังไม่รู้เหรอ? บ้านตระกูลมู่และบ้านตระกูลหยางได้เกิดการต่อสู้กันขึ้น แต่ว่าบ้านตระกูลหยางถูกบังคับให้ถอนกำลังออกไป”
“อ่อ” มู่เหลียนผิงกลับไปหลายวันแล้ว เย่ฝานเองก็ไม่ได้ข่าวคราวล่าสุดจากเขาเลย
“เดิมทีทุกคนต่างคิดว่าหยางหงจิ่นแห่งบ้านตระกูลหยางซึ่งฝึกพลังปราณสำเร็จขั้นแปดจะต้องเป็ฝ่ายชนะแน่ๆ แต่นึกไม่ถึงว่า มู่ฟงซึ่งเป็ผู้นำตระกูลมู่ก็สามารถฝึกพลังปราณจนทะลวงขั้นแปดได้ ทั้งสองสู้กันจนมืดฟ้ามัวดิน สุดท้ายกลับเป็ผู้นำบ้านตระกูลมู่ที่ชนะ อย่างไรก็ดีจุดที่ประมือกันเป็เขตอิทธิพลของบ้านตระกูลมู่ พวกเขายึดครองชัยภูมิในพื้นที่ตรงนั้น บ้านตระกูลหยางจึงถูกบังคับให้ล่าถอยกลับไป”
“บ้านตระกูลหยางสืบรู้มาว่ามู่ฟงกินโอสถของเธอเข้าไป จึงทำให้สำเร็จพลังปราณขั้นที่แปด ดังนั้นพวกเขาจึงโกรธแค้นเธอเข้ากระดูกดำ” แต่เย่ฝานสามารถจัดการหยางเชียนซันได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้หยางหงจิ่นจะมีระดับพลังปราณขั้นแปด ก็ไม่แน่ว่าจะต่อกรกับเย่ฝานได้
เย่ฝานพยักหน้า “ดังนั้นบ้านตระกูลหยางเตรียมจะมาหาเื่ผม คนพวกนั้น้ามาหาเื่ผมเหรอครับ?”
จางเหวินเทาส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ไม่ใช่หรอก คนพวกนั้นมาหาเธอเพื่อขอซื้อโอสถต่างหาก”
เย่ฝานส่ายหน้าด้วยความเสียดาย “มาซื้อโอสถงั้นเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็เอาเงินมาให้น่ะสิ? แต่น่าเสียดายจัง โอสถในมือของผมเหมือนว่าจะกินไปเกือบหมดแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะพลาดโอกาสสร้างรายได้ในครั้งนี้”
เย่ฝานกลอกลูกตาไปมาแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “แต่ยังไงผมก็หมั้นและรับภรรยามาอยู่ด้วยกันแล้ว สินสอดก็มอบไปหมดแล้ว ข้าวสารก็กลายเป็ข้าวสุกไปแล้ว ผมไม่ต้องรีบร้อนหาเงินขนาดนั้นหรอกครับ”
จางเหวินเทา “…”
“คุณชายเย่ เธอมีโอสถที่กินแล้วทำให้ระดับพลังปราณทะลวงขั้นแปดได้จริงหรือ?” จางเหวินเทาถาม
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วตอบ “ตอนนี้ยังไม่มีครับ ที่มู่ฟงสามารถเลื่อนระดับพลังปราณสำเร็จ ผมคิดว่าหลักๆ เป็เพราะโอสถชนิดนั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกาย และเคล็ดวิชาที่ฝึก ประกอบกับระดับวรยุทธ์ถึงจุดที่สามารถทะลวงขั้นได้แล้ว จึงเลื่อนขั้นวรยุทธ์ได้อย่างราบรื่น”
จางเหวินเทากล่าวอย่างผิดหวัง “อย่างนั้นเองหรือ?”
เย่ฝานมองจางเหวินเทา แล้วถามว่า “คุณเองก็อยากซื้อหรือครับ?”
จางเหวินเทาหัวเราะด้วยความประหม่า ถึงแม้ว่าเขาหลงหู่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็เป็ชื่อเสียงที่รู้กันเพียงกลุ่มคนทั่วไป ส่วนนิกายวิทยายุทธ์โบราณใหญ่ๆ กลับไม่ค่อยเป็ที่รู้จักแพร่หลายนัก ตอนนี้มีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมากมายปรารถนาในโอสถของเย่ฝาน หากจะใช้อาวุธหรือกำลังเข้า่ชิงก็คงเป็ไปได้ยาก อาศัยความสัมพันธ์ที่เคยผูกไมตรีกันไว้ บางทีอาจจะได้ผล
เย่ฝานส่ายหน้าพูดว่า “คุณอยากซื้อตอนนี้ก็ไม่มีของอยู่ดี คราวหน้าค่อยว่ากันดีกว่า”
จางเหวินเทา “คุณชายเย่ ตกลงระดับพลังปราณของเธอรุดหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว! ”
เย่ฝานเอียงคอ แล้วพูดว่า “ผมไม่บอกคุณหรอก เื่แบบนี้ผมจะยอมบอกภรรยาผมคนเดียวเท่านั้น”
ระดับพลังปราณของเย่ฝานฝึกฝนจนถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว โดยทั่วไปพลังปราณขั้นเจ็ด ความสามารถจะไม่ต่างจากผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณที่มีระดับวรยุทธ์ขั้นเจ็ดเท่าใดนัก ทว่าเคล็ดวิชาที่เย่ฝานฝึกฝนพิเศษกว่าใคร และฝึกฝนด้วยรากิญญาหลายชนิด พลังปราณจึงแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน จากความสามารถของเย่ฝานแล้ว เขาสามารถพัฒนาระดับพลังปราณได้แบบก้าวะโ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณในโลกใบนี้ ต่างมีวิธีการฝึกฝนที่จำกัด
จางเหวินเทา “…”
……..................................................................................
“คุณชายเย่ เธอจะไปไหนล่ะ! ” จางเหวินเทาดึงแขนของเย่ฝานไว้
“ก็กลับบ้านน่ะสิ” เย่ฝานกล่าว
“มีคนรออยู่หน้าประตูบ้านตั้งหลายคนนะ!”
เย่ฝานพูดอย่างไม่แยแส “ไล่พวกเขากลับไปให้หมดก็ได้นี่นา! ยังไงนี่ก็เป็บ้านของผม”
จางเหวินเทา “…”
เย่ฝานเดินไปยังทางเข้าคฤหาสน์ ก็ถูกผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณเ่าั้ล้อมหน้าล้อมหลัง
“ตอนนี้โอสถไม่มีเหลือแล้ว! กินไปหมดแล้ว! จะให้หลอมใหม่ก็ไม่มีวัตถุดิบแล้วครับ”
เย่ฝานขมวดคิ้ว โอสถที่มอบให้มู่เหลียนผิงไปนั้น เป็โอสถที่หลอมขึ้นเป็พิเศษ ผลอัคคีวิเศษอายุหลายร้อยปีผลนั้น ถูกเขานำไปปรุงจนได้โอสถมาทั้งหมดแปดเม็ด มู่เหลียนผิงนำกลับไปสองเม็ด ส่วนที่เหลือเขาก็กินเข้าไปหมดแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะผลอัคคีวิเศษมีฤทธิ์ยาที่น่าอัศจรรย์ใจ เขาคงไม่สามารถฝึกฝนพลังปราณทะลวงขั้นเจ็ดได้เร็วขนาดนี้
ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณล้อมหน้าล้อมหลังเย่ฝานแล้วเจรจากับเขาอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายได้แต่กำชับกับเขาว่า คราวหน้าหากมีของดี ขอให้ติดต่อพวกเขาด้วย
ไป๋อวิ๋นซีได้รับโทรศัพท์จากสวีหยวนชิง จึงกลับบ้านก่อนเวลาเลิกงาน
“ตอนกลางวันมีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมาพบนายเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่แล้ว มีแต่คนกระเป๋าหนักทั้งนั้น บอกว่าจะซื้อโอสถของฉันด้วยเงินก้อนใหญ่ แต่ว่าฉันไม่มีของนี่สิ!” ผลอัคคีวิเศษอายุหลายร้อยปีเชียวนะ ไม่ใช่ผักกาดขาวสักหน่อย
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแล้วพูดว่า “ไม่มีของก็ช่างมันเถอะ พวกเราไม่ได้ขาดเงินขนาดนั้น ฉันไม่อยากให้นายขายโอสถให้คนพวกนั้น”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแล้วกล่าวว่า “อวิ๋นซี นายไม่ชอบให้ฉันทำงานหาเงินเหรอ! ”
ไป๋อวิ๋นซีแย้มยิ้มแล้วตอบว่า “ในโลกของการผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ การฝึกฝนพลังปราณขั้นห้าขึ้นไป หากจะเลื่อนขั้นวรยุทธ์ได้นั้นเป็เื่ที่ลำบากแสนเข็ญไม่น้อย ฉันไม่อยากให้โอสถของนายทำลายความสมดุลที่เป็อยู่นี้ หากความสมดุลนี้ถูกทำลายไป อาจสร้างความเดือดร้อนมาสู่พวกเราในภายภาคหน้า” ถึงแม้ความสามารถระดับเย่ฝานจะไม่ต้องเป็กังวลในเื่นี้มากนัก แต่จะไม่กลัวเลยก็ไม่ได้!
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี กะพริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “นายพูดจาซับซ้อนจัง...”
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วเอ่ยว่า “นายอย่าขายโอสถให้พวกเขาเลย บอกไปว่าไม่มีของก็แล้วกัน”
เย่ฝานพยักหน้ารับคำพลางพูด “ได้ ฉันจะเชื่อฟังนาย”
