มือคู่หนึ่งรับถ้วยชามาจากในมือของชุนเซียง ประคองเฟิ่งหลิงขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วป้อนเขาให้ดื่มยาลงไป
ชุนเซียงพลันรู้สึกตัวว่าตนเองเสียอาการไปแล้ว มองไปยังบุรุษรูปงามที่อ่อนแรงราวกับว่าจะสามารถปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ ในใจของนางอดไม่ได้ที่จะกังวลอย่างรุนแรง เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อคุณหนูของตน
“บ่าวจะอยู่นอกห้อง หากคุณหนูมีอะไรก็เรียกบ่าวได้เ้าค่ะ”
นางถอยออกไปเงียบๆ เหลือไว้เพียงความเงียบสงบชั่วขณะแก่คนทั้งสอง
ใจของอวิ๋นซูไม่เคยเหนื่อยล้าถึงเพียงนี้มาก่อน นางค่อยๆ ประคองเฟิ่งหลิงให้นอนลง มือของบุรุษผู้นั้นจับอยู่ที่แขนเสื้อของนาง ดวงตาอันขุ่นมัวลืมขึ้น แย้มยิ้มบางๆ ให้กับนาง “...ข้าไม่เป็ไร”
ประโยคง่ายๆ นี้กลับโจมตีเข้าไปยังปราการสุดท้ายในใจของอวิ๋นซู นี่ล้วนเป็เพราะนาง! พวกเขาเพียงแค่พบหน้ากันไม่กี่ครั้ง พอจะฝืนนับได้ว่าเป็สหายที่มีความรู้สึกไม่ลึกซึ้ง แต่เหตุใดเขาจึงต้องทำถึงขั้นนี้ด้วย
ความรู้สึกผิดในใจทำให้อวิ๋นซูไม่อาจปิดซ่อนได้อีก หยิบเทียบยาเ่าั้ขึ้นอีกครั้ง มีตรงไหนที่ผิดพลาดกันแน่ เหตุใดจึงไม่เห็นผล! เหตุใดจึงไม่เห็นผล!
...
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ชุนเซียงที่อยู่นอกห้องสะดุ้งตื่น ดึกขนาดนี้แล้วไม่รู้ว่าคุณหนูทานข้าวหรือยัง
นางค่อยๆ ผลักประตูให้เปิดออก อวิ๋นซูฟุบอยู่บนโต๊ะ เหนื่อยจนหลับไป บนพื้นมีกระดาษยับๆ ถูกทิ้งอยู่หลายแผ่น
น้องถอดเสื้อคลุมของตนคลุมบนร่างของอวิ๋นซูแล้วหันไปมองบุรุษผู้นั้น ทันใดนั้นสายตาของนางปรากฏความหวาดกลัวออกมา “คุณหนู! คุณหนู!”
อวิ๋นซูสะดุ้งตื่น ความคิดแรกคือเฟิ่งหลิงเกิดเื่แล้ว!
นางก้าวยาวๆ ไปข้างกายของบุรุษผู้นั้น ใบหน้าที่เดิมทีหล่อเหลางดงามตอนนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองน่ากลัว เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งคืนถึงกับกลายเป็เช่นนี้ไปแล้ว!
“ชุนเซียง รีบไปต้มยาเร็ว!” นางหยิบเทียบยาสุดท้ายยัดเข้าไปในอกของชุนเซียง สาวใช้ผู้นั้นรีบพุ่งตัวออกไป อวิ๋นซูหยิบเข็มเงินออกมา ปักลงบนตุ่มหนองเ่าั้ของเฟิ่งหลิงด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คลายเสื้อของเขาออก ตอนนี้ไม่มีเื่จรรยามารยาทอะไรอยู่ในสมองเลย ในใจเหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้น ต้องช่วยชีวิตเขาให้ได้! จะต้องช่วยให้ได้!
ความเ็ปที่เกิดขึ้นบนร่างกาย ทำให้เฟิ่งหลิงตื่นขึ้นมาจากการสลบไสล การมองเห็นตรงหน้าค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น เขามองไปยังใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ยกมือของตนขึ้นอย่างยากลำบาก นิ้วมือที่เดิมทีขาวนวลเรียวยาวได้ปรากฏตุ่มหนองอยู่หลายตุ่ม
ไม่ต้องส่องกระจก เฟิ่งหลิงก็สามารถจินตนาการได้ถึงสภาพของตนในตอนนี้
หลังจากความทรมานผ่านไป ในที่สุดอวิ๋นซูก็จัดการจนเสร็จ คิดไม่ถึงว่าบุรุษบนเตียงจะถึงกับหันหลังไปทันที
“คุณชายสามเ้าคะ?” อวิ๋นซูไม่เข้าใจ
“...ข้าไม่เป็ไร” ถึงกับให้นางมาเห็นสภาพน่าเกลียดเช่นนี้ของตน นี่เป็ครั้งแรกเฟิ่งหลิงเข้าใจว่าความน้อยเนื้อต่ำใจมีรสชาติอย่างไร
“คุณชายสาม หากท่านทำเช่นนี้จะกดทับแผลได้!”
อวิ๋นซูยื่นมือไปจับบุรุษผู้นั้นพลิกกลับมาตามใจ ตรวจสอบจุดที่ตนเองรักษาอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นมือของนางถูกเขาจับเอาไว้จนแน่น แรงอันน้อยนิดเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกไม่สงบ ราวกับว่าบุรุษผู้นี้สามารถปล่อยมือไปได้ตลอดเวลา แล้วเหลือเพียงความเย็นเยียบสายหนึ่ง
“... รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเ้าคะ?” อวิ๋นซูไม่ได้สังเกตถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปของตน
ในสมองของเฟิ่งหลิงสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง ความอบอุ่นที่มือของเขาจับอยู่ทำให้เขารู้สึกสงบ
“คุณหนูหก...”
“ข้าอยู่นี่เ้าค่ะ คุณชายสามไม่สบายตรงไหนหรือ?”
“...หากครั้งนี้เฟิ่งหลิงโชคไม่ดี...คุณหนูหกจะจดจำข้าหรือไม่?”
อวิ๋นซูมือสั่น ตอนนี้ดวงตาทั้งสองของเฟิ่งหลิงคล้ายจะแจ่มชัดเป็พิเศษ เขามองไปยังอวิ๋นซูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความคิดถึง มุมปากแขวนไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ไม่มีความเสียใจ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง มือที่จับตนเองอยู่นั้นก็ค่อยๆ คลายออก
“จำเ้าค่ะ!”
เฟิ่งหลิงแข็งค้าง เขาได้ยินไม่ผิดไปใช่หรือไม่
เบนสายตาขึ้นอีกครั้ง ท่าทางของอวิ๋นซูจริงจังยิ่งนัก “คุณชายสาม ท่านจะต้องไม่เป็อะไร จะต้องไม่เป็อะไรแน่นอน!” จู่ๆ น้ำเสียงก็เปลี่ยนไป ณ ่เวลาเมื่อครู่นี้ อวิ๋นซูมั่นใจในความคิดของตนแล้ว หากยอมแพ้ตอนนี้ นางคงรู้สึกผิดต่อเฟิ่งหลิงที่ยอมลำบากเพื่อนาง
บุรุษบนเตียงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่จะปล่อยมือของตน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม “ขอบคุณมาก...คุณหนูหก” ความจริงแล้ว เขายังอยากจะเรียกชื่อนางสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูยื่นมือออกไปกุมหลังมือของเขา ความมั่นใจค่อยๆ ส่งต่อไปถึงเขา “คนที่ควรจะขอบคุณคือข้า!”
นางสูดลมหายใจลึก ชุนเซียงประคองยาที่ต้มเสร็จแล้วเข้ามาจากด้านนอก
อวิ๋นซูในวันนี้ดูแลเอาใจใส่อย่างมาก ช่วยเฟิ่งหลิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดสะอาด จากนั้นจึงป้อนยาให้เขา จนกระทั่งเห็นเขานอนลงไปจึงจะกลับไปข้างโต๊ะอย่างสงบใจได้ และเริ่มปรับปรุงเทียบยาของตนต่อไป
ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายไปในพริบตาอย่างไม่เหลือแม้แต่เงา!
บนเตียง เฟิ่งหลิงมองอวิ๋นซูที่กำลังพยายามเพื่อตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน ค่อยๆ จมลงสู่ความฝัน นี่เป็การนอนหลับที่ลึกที่สุดครั้งหนึ่งในหลายวันมานี้ของเขา
...
แสงอาทิตย์แรกของยามเช้าสาดส่องลงมาในห้องอันเงียบสงบ นิ้วของเฟิ่งหลิงขยับ ริมฝีปากบางอ้าขึ้นเล็กน้อย สติของเขาค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น วันนี้เขารู้สึกว่าจุดตันเถียนที่ไร้เรี่ยวแรงของตนมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
เมื่อลืมตาขึ้น ในสมองก็ไม่สับสนวุ่นวายเช่นเมื่อวันก่อนแล้ว เขาค่อยๆ ขยับร่างกาย ไม่คิดว่าแขนของเขาจะไปััถูกของสิ่งหนึ่ง
ใช้นิ้วมือััดู เส้นผมอ่อนนุ่มลู่ลงไปตามนิ้วมือ เขาหันไปมองอย่างประหลาดใจ ใบหน้างดงามสงบนิ่งนอนห่างกับตนเองไม่มาก ผมของนางตกอยู่บนมือของตน ลมหายใจของนางราวกับผีเสื้อวนเวียนอยู่ในใจของเขา
เฟิ่งหลิงชะงักไป เนิ่นนานผ่านไปจึงยกมือของตนขึ้น แตะไปบนผมบริเวณหน้าผากของนาง “อวิ๋นซู...” เสียงอันอ่อนโยนราวกับหยดน้ำตกกระทบลงสู่ผืนทะเลสาบ ท่ามกลางความพร่าเลือน อวิ๋นซูได้ยินเสียงคนกำลังเรียกตน ขนตาของนางสั่นไหว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สบเข้ากับสายตาอันอ่อนโยนดั่งสายน้ำคู่นั้น
“...” อวิ๋นซูสะดุ้งตื่นโดยพลัน ก้มหน้าลงมองตนเองอย่างเขินอาย ยังนับว่าเสื้อผ้าเรียบร้อยอยู่ “คุณชายสาม ท่านตื่นแล้วหรือเ้าคะ?”
“อืม” เขาจับจ้องสีสันแดงเรื่อที่เปล่งประกายบนใบหน้าของนางเอาไว้ เฟิ่งหลิงคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับเกียรติเช่นนี้ั้แ่เช้า “คุณหนูหก ข้ารู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นมากแล้ว มือทั้งสองก็มีแรงมากขึ้น”
“จริงหรือเ้าคะ?!” อวิ๋นซูยากที่จะปกปิดความยินดีในสายตา นางไม่สนใจสิ่งอื่นใดยื่นมือออกไปจับชีพจรของเฟิ่งหลิง จริงด้วย ชีพจรเต้นแรงมากกว่าเมื่อวานมาก “เทียบยานั้น...เทียบยานั้น!”
เมื่อเห็นเงาร่างที่วิ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง เฟิ่งหลิงค่อยๆ หยัดกายขึ้นนั่ง สามารถเห็นรอยยิ้มที่ไร้เมฆหมอกเมื่อครู่ของนางได้ ทั้งหมดนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
อวิ๋นซู อวิ๋นซู...ชื่อนี้ค้างอยู่ในลำคอ บุรุษบนเตียงยิ้มออกมาบางๆ
พริบตานั้น เทียบยาที่คุณหนูหกพัฒนาออกมาถูกแจกจ่ายไปทั่วทั้งเมืองหยู เหล่าหมอหลวงเริ่มให้ยาตามอาการ ผู้ป่วยที่แตกต่างกันทั้งสองประเภทจะต้องใช้ยาที่ต่างกัน คิดไม่ถึงว่าเวลาเพียงสองวันจะมีผลชัดเจนแล้ว
ทุกครั้งที่ได้พบชางหรงโหว เหล่าหมอหลวงล้วนอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมอวิ๋นซูไปหลายประโยค หลายวันมานี้บนใบหน้าของบุรุษผู้เคร่งขรึมจริงจังมาโดยตลอดมีรอยยิ้มมากกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียอีก
ภายในห้อง อารมณ์ของเฟิ่งหลิงดีขึ้นมาก ตุ่มหนองที่ปรากฏบนร่างก็เริ่มจางลง เพียงแต่ใบหน้างดงามหล่อเหลายังคงปรากฏความน่าขบขันอยู่หลายส่วน
เงามืดสายหนึ่งวูบผ่านไป ภายในห้องปรากฏเงาสีดำสองสายอย่างไร้เสียง บุรุษบนเตียงขมวดคิ้ว ใบหน้าที่แขวนไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ค่อยๆ เก็บอาการลง
ในมือของอวิ๋นซูประคองยาเอาไว้ นางเชื่อว่าไม่นานเฟิ่งหลิงจะขยับลงจากเตียงได้แล้ว ผลักประตูห้องให้เปิดออก บุรุษที่เดิมทีควรจะนอนอยู่บนเตียงกลับไม่เห็นแม้แต่เงา ฟูกถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อย “คุณชายสาม?” แล้วคนเล่า?!
ในใจของนางตกตะลึงเป็อย่างมาก ความรู้สึกสูญเสียบางอย่างพลันทะยานขึ้นในใจ แต่ไม่นานนางก็พบจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนฟูกอย่างสงบ
ตัวอักษรอันงดงามมีพลังเขียนไว้ว่า เนื่องจากมีงานสำคัญเขาจึงต้องเดินทางจากไปก่อน ขอบคุณสำหรับการดูแลในหลายวันมานี้ของคุณหนูหก เฟิ่งหลิงซาบซึ้งใจยิ่งนัก หวังว่าคุณหนูหกจะรักษาตัวให้มาก แล้วเจอกันที่เมืองหลวง
อวิ๋นซูยากที่จะอธิบายอารมณ์ของตนในตอนนี้ เหตุใดเขาถึงไปกะทันหันเช่นนี้? หากรู้เร็วกว่านี้จะต้องนำเทียบยาให้เขา เพื่อให้เขาเอาติดตัวไปด้วย
อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ แล้วนั่งลง มองจดหมายในมืออย่างเหม่อลอย
ชุนเซียงผ่านทางมาพอดี เดิมทีอยากจะมาดูว่าวันนี้คุณชายรูปงามผู้นั้นเป็อย่างไร ไม่คิดว่าภายในห้องจะเหลือเพียงคุณหนูของตน ใบหน้าสุขุมงดงามดูเหม่อลอย ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง ส่วนบนเตียงก็ไม่พบคุณชายผู้นั้นแม้แต่เงา
ถึงกับจากไปเช่นนี้เลยหรือ?
...
ไม่นาน ข่าวที่ว่าสถานการณ์โรคระบาดในเจียงหนานได้รับการควบคุมอย่างดีแล้วได้แพร่ไปถึงเมืองหลวง
ภายในพระราชวัง จักรพรรดิเฉินทรงทอดพระเนตรข้าราชการบนพื้นที่เข้ามารายงาน บนพระพักตร์ปรากฏความประหลาดใจอย่างมาก
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าคุณหนูหกของชางหรงโหวจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่สามารถพัฒนาเทียบยาสำหรับรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดออกมาได้ภายในเวลาสั้นๆ ทั้งยังจัดการโจรที่ก่อกรรมทำชั่วในเมืองหยูมานานได้อย่างชาญฉลาด ตลอดจนรายงานเกี่ยวกับนายอำเภอของเมืองหยูที่ปิดบังเื่โรคระบาด กระทำการมิชอบ
ในฎีกาที่ขุนนางเหล่านี้ถวายขึ้นมา ส่วนใหญ่คือการยกย่องสรรเสริญคุณหนูหกของชางหรงโหว ทุกคำทุกตัวอักษรล้วนมีแต่เจตนาชมเชยนับถือ
พระทัยของจักรพรรดิเฉินสุขสำราญยิ่ง ทันใดนั้นในสมองปรากฏท่าทางงดงามของอวิ๋นซูขึ้น แม้ท่าทางจะเ็าไปบ้าง แต่ก็เป็สตรีที่ทำให้รู้สึกประทับใจ
“เด็กๆ!” พระสุรเสียงอันทุ้มลึกของจักรพรรดิเฉินดังขึ้นภายในห้องทรงพระอักษร
“กระหม่อมอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
“มีพระราชโองการออกไป หลิ่วอวิ๋นซูบุตรธิดาของชางหรงโหว รักษาโรคระบาดและทำลายที่อยู่เหล่าโจร มีความดีความชอบ จิตใจงดงามมีคุณธรรม ความรู้โดดเด่นเหนือผู้คน เจิ้นซาบซึ้งใจยิ่งนัก จึงประกาศให้ใต้หล้าได้ทราบ แต่งตั้งนางให้เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่1 เพื่อปลอบขวัญราษฎร จบราชโองการ!”
พริบตาเดียว คุณหนูหกแห่งจวนชางหรงโหวก็กลายเป็บุคคลสำคัญที่ถูกพูดถึงในวงน้ำชาทั่วทั้งเมืองหลวง ถนนใหญ่ซอยเล็กไม่มีที่ใดที่จะไม่พูดคุยกันถึงคุณหนูหกผู้มีคุณธรรมและความสามารถผู้นี้
“อะไรนะ? บุตรีอนุภรรยาคนหนึ่งถึงกับสามารถรักษาโรคระบาดที่น่ากลัวนั้นได้เชียวหรือ?”
“ใช่แล้ว สถานที่เช่นนั้น หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่นล้วนไม่ยอมไปเป็แน่! ไม่เพียงเท่านี้ ข้ายังได้ยินว่าคุณหนูหกผู้นั้นและท่านอัครมหาเสนาบดีทำให้โจรในเมืองหยูสงบลงได้ ช่างเป็ยอดคนในหมู่สตรีจริงๆ!”
“เฮ้อ! หากเป็เช่นนี้จริง คุณหนูหกก็เป็เทพเซียนแล้ว!”
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนได้ยินว่าคุณหนูหกผู้นี้เป็ตัวโชคร้ายของแคว้น แต่วันนี้ดูแล้วนางเป็ดาวนำโชคของแคว้นเฉินของพวกเราชัดๆ!”
...
เวลาเพียงไม่กี่วัน ผลงานของอวิ๋นซูที่เมืองหยูถูกกล่าวถึงไปทั่วท้องถนนในเมืองหลวง ชาวบ้านต่างพากันชมเชยความประพฤติอันยอดเยี่ยมของอวิ๋นซู ทั้งยังมองนางเป็แบบอย่างของสตรีในปัจจุบัน
ทว่าหัวข้อนี้ขวางหูขวางตาคนที่มีจิตใจคิดไม่ซื่อต่ออวิ๋นซูเป็อย่างมาก ต่อให้ตอนนี้ความแค้นที่พวกเขามีต่ออวิ๋นซูจะลึกล้ำเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรอีก
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มของชางหรงโหวและจี้จิ่นที่เมืองหยู หลังจากที่ทำให้สถานการณ์ในเมืองหยูมั่นคงแล้วก็ได้พาเหล่าหมอหลวงเดินทางกลับเมืองหลวง
ภายในรถม้า ชุนเซียงดีใจเป็อย่างยิ่ง “คุณหนูเ้าคะ ฝ่าาทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งให้เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ วันหน้าฐานะของคุณหนูก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว!”
อวิ๋นซูหลับตาลงเบาๆ ทว่าไม่ได้ตอบอะไร สิ่งของเ่าั้ไม่สำคัญสำหรับนาง เหตุใดจิตใจของนางจึงล่องลอยไปถึงคนผู้นั้น ไม่รู้ว่าร่างกายของเขาดีขึ้นแล้วหรือไม่? เมื่อย้อนนึกไปถึงดวงตาอันแน่วแน่ของเขาในวันนั้น อีกทั้งความอบอุ่นไร้ซึ่งความเสียใจที่ส่งผ่านมือมา ความรู้สึกหนึ่งที่ไม่ได้ััมาเนิ่นนานพลันเอ่อล้นไปทั้งใจ...
**********************
1 เสี้ยนจู่ คือ ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงหรือท่านหญิง ขั้น 2
