ซูเหลียนหรูยังโกรธซูจื่อฉินอยู่เมื่อได้ยินดังนั้น นางจึงพูดขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าพี่ชาย “ข้าจะดื่มหรือไม่ดื่มสุรามันก็ไม่ใช่เื่ของท่าน”
ซูจื่อฉินจับข้อมือของนางเอาไว้ “หลายวันมานี้ เสด็จแม่ไม่สนใจเ้า ข้าก็ไม่ได้ควบคุมอะไรเ้าเ้าก็เลยได้ใจจนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแล้วสินะ ถึงกล้าออกมาจากวังหลวงคนเดียวแถมยังดื่มจนเมาเคลิ้มเช่นนี้ ยังเหลือภาพลักษณ์ขององค์หญิงที่ไหน?”
ซูเหลียนหรูหัวเราะเสียงเย็นเฉียบ นางจ้องซูจื่อฉินอย่างไม่เกรงกลัว “ข้าจะรักษาภาพลักษณ์ขององค์หญิงไปเพื่ออะไรเพื่อไปแต่งงานที่แคว้นเป่ยหรงอย่างสมเกียรติ ตามที่พวกท่าน้าหรือ? ภาพลักษณ์อะไรนั่น ใครอยากได้ก็เอาไปเถิด ข้าไม่สนใจมันเลยสักนิด! ข้าแค่อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ มันผิดนักหรือ? แค่นี้พวกท่านก็ต้องขัดขวางหรือไง?”
“ไม่มีใครรั้งไม่ให้เ้าทำในสิ่งที่ชอบ แต่เ้าต้องทำแต่พอดีอย่าเข้าออกในสถานที่ที่ไม่สมควร และอย่าไปพบคนที่ไม่สมควรจะพบ”ซูจื่อฉินกล่อมอย่างใจเย็น “ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับเ้าทั้งนั้นไม่อยากให้เ้าถูกหลอกแล้วค่อยมาเสียใจภายหลัง”
ซูเหลียนหรูเอ่ย “ขอบคุณ แต่เื่ของข้า ข้าจัดการเองได้ไม่รบกวนเสด็จพี่ดีกว่า” รถม้าเคลื่อนเอนไปมา คนในรถม้านิ่งเงียบลงชั่วขณะซูเหลียนหรูมองซูจื่อฉินที่นั่งพิงอยู่ริมหน้าต่างแสงไฟจากท้องถนนที่แสนครึกครื้นส่องเข้ามากระทบใบหน้าที่งดงามอ่อนโยนของเขาซูเหลียนหรูพูดขึ้น “พี่รองมีเวลามาตามจับข้าด้วยหรือท่านควรอยู่ในงานวิวาห์ของหลิวอวิ๋นชูกับเจี่ยนซืออินไม่ใช่หรือ?”
ซูจื่อฉินหันไปมองหน้านางแวบหนึ่ง เขาไม่อยากพูดกับนางให้มากความจึงตอบกลับไป “ข้าไม่เจอเ้าในวังหลวง และไม่เจอเ้าที่จวนท่านโหวอันกั๋วจึงออกมาตามหา”
ในขณะเดียวกัน จวนท่านโหวอันกั๋วมีแเื่มาร่วมงานอย่างคับคั่งองค์รัชทายาทอาสามาเป็ผู้ดำเนินพิธีวิวาห์ด้วยตนเองทำให้ตระกูลหลิวกับตระกูลเจี่ยนมีเกียรติมากยิ่งขึ้นท่านโหวอันกั๋วกับอัครมหาเสนาบดีเองก็มีหน้ามีตามากขึ้นเช่นกัน
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น หลังส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าห้องหอแเื่ในงานก็เตรียมจะมุ่งหน้าไปที่โต๊ะอาหารต่องานวิวาห์ในครั้งนี้มีพิธีและธรรมเนียมมากมายมีการจัดที่นั่งแก่บุคคลสำคัญทั้งหลายก่อนงานจะเริ่มขึ้นแล้วคาดไม่ถึงว่าองค์ชายสี่กับพระชายา รวมไปถึงท่านราชครูกับศิษย์รักของเขาจะยอมนั่งร่วมโต๊ะกันเช่นนี้
เฟิ่งสือจิ่นกับจวินเชียนจี้อยู่ในชุดคลุมสีเขียวขุ่นอย่างที่มักจะสวมเป็ประจำพวกเขานั่งอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอาง อีกด้านซูกู้เหยียนสวมชุดสีขาวอย่างสุภาพเรียบร้อย ส่วนพระชายาแห่งองค์ชายสี่ เฟิ่งสือหนิงก็ประโคมใบหน้าด้วยเครื่องสำอางสีจัดจ้านแลดูงดงามเป็อย่างมาก การร่วมโต๊ะของสองพี่น้อง ดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้างได้เป็อย่างดี
สองพี่น้องมีหน้าตาเหมือนกันทุกส่วน แตกต่างที่คนหนึ่งเป็หงส์ส่วนอีกคนเป็เพียงนกกระจอกเท่านั้น
แต่เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดั้แ่ก้าวเข้ามาในจวนท่านโหวอันกั๋ว ได้เห็นผ้าม่านสีแดงที่แสนเตะตากับพิธีไหว้ฟ้าดินของเจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชู เฟิ่งสือจิ่นก็ดูใจลอยมาโดยตลอด
นางรู้สึกเหมือนเคยเห็นภาพแบบเดียวกันที่ไหนมาก่อนแต่นั่นกลับไม่ทำให้นางรู้สึกใอะไร เพราะถ้าสามปีก่อนนางเคยมาร่วมงานวิวาห์ของเฟิ่งสือหนิงกับซูกู้เหยียนจริงๆ เช่นนั้นภาพที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของนางก็คงจะเป็ภาพงานวิวาห์ของทั้งสองคนนั่นเอง
หลังนั่งประจำที่เฟิ่งสือหนิงก็จับมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ด้วยท่าทางสนิทสนม ทั้งสองนั่งอยู่ข้างๆกัน ในตอนที่เฟิ่งสือจิ่นหลุดออกมาจากภวังค์ เสียงของเฟิ่งสือหนิงก็ดังขึ้นพอดี“สือจิ่น พวกเราไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้ว ในที่สุดก็มีโอกาสมานั่งคุยกันเสียที”
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะขึ้นเบาๆ พลางพูดด้วยเสียงราบเรียบ“จะพูดเื่อะไรดีล่ะ? ข้าก็อยากจะถามอยู่พอดีเมื่อสามปีก่อนงานวิวาห์ขององค์ชายสี่กับพระชายาคงจะยิ่งใหญ่กว่านี้หลายเท่าเลยสินะ”
เฟิ่งสือหนิงชะงักลงเล็กน้อย “สือจิ่น เ้าจำเื่ทั้งหมดได้แล้วหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นมองเข้าไปในดวงตาที่เก็บซ่อนความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยมของเฟิ่งสือหนิงสักพักจึงพูดขึ้น “เปล่า”
จวินเชียนจี้คีบอาหารให้เฟิ่งสือจิ่นโดยไม่รอให้ซูกู้เหยียนกับเฟิ่งสือหนิงเริ่มกินอาหารก่อน ตามที่ธรรมเนียมได้กำหนดเอาไว้“เมื่อกินเสร็จแล้ว เรารีบกลับบ้านกันเถอะ”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ทราบแล้ว อาจารย์”
ซูกู้เหยียนพูดขึ้นบ้าง “ท่านราชครูชอบความสงบคงไม่ชินกับงานที่ครึกครื้นเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าวันนี้ท่านจะให้เกียรติมาร่วมงานแถมยังร่วมกินอาหารเช่นนี้”
จวินเชียนจี้วางตะเกียบลงอย่างใจเย็นจากนั้นก็ปรายตามองซูกู้เหยียนอย่างเ็า “อาหารที่ข้ากำลังกินอยู่เป็ของจากจวนองค์ชายหรือ?” เขาพูดด้วยเสียงราบเรียบ
ซูกู้เหยียนปฏิเสธ “มิได้”
จวินเชียนจี้พูดต่อ “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าจะอยู่ตรงไหน หรือกินอะไรแล้วมันเกี่ยวข้องกับองค์ชายอย่างไรหรือ?”
ซูกู้เหยียนไม่ได้โกรธอะไร เพียงเลิกคิ้ว แล้วพูดด้วยสีหน้าอมยิ้ม“ไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลยสักนิด ข้าแค่ถามสัพเพเหระเท่านั้นหากท่านราชครูไม่อยากตอบ จะไม่ตอบก็ได้ อย่างไรเสียนั่นก็ไม่ใช่เื่สำคัญอะไรอยู่แล้วแต่คำตอบของท่านราชครูกลับทำให้รู้สึกเหมือนนี่เป็เื่สำคัญนักหนา”
เฟิ่งสือจิ่นรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ายิ่งพูดบทสนทนาของซูกู้เหยียนกับจวินเชียนจี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเกิดาที่ไร้ซึ่งการต่อสู้ขึ้นหรือไม่เหตุนี้ นางจึงคีบอาหารให้จวินเชียนจี้แล้วพูดแทรกขึ้น “อาจารย์ท่านบอกว่าจะรีบกินรีบกลับไม่ใช่หรือ?”
การกระทำของนางดึงความสนใจของจวินเชียนจี้กลับมาอีกครั้ง จวินเชียนจี้มองอาหารในถ้วยของตนแวบหนึ่งก่อนจะเริ่มกินอย่างใจเย็นโดยไม่สนใจซูกู้เหยียนอีก
เฟิ่งสือหนิงคีบอาหารให้ซูกู้เหยียน “กู้เหยียน กินอาหารสิ”
แต่ซูกู้เหยียนไม่ได้กินอาหารเลยสักนิดยิ่งเห็นเฟิ่งสือจิ่นดูแลเป็ห่วงเป็ใยจวินเชียนจี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกระคายตามากขึ้นเรื่อยๆเขาอยากจะพูดจาแดกดันให้จวินเชียนจี้เ็ปเหลือเกินแต่ท้ายที่สุดก็อดกลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ แล้วหันไปพูดกับเฟิ่งสือจิ่นแทน“อย่างไรเสีย เ้ากับสือหนิงก็เป็พี่น้องกัน ตอนอยู่บ้านสือหนิงพูดถึงเ้าอยู่บ่อยๆ ถ้ามีเวลาก็แวะเวียนมาที่จวนองค์ชายสี่เสียหน่อยจะได้พูดคุยกับสือหนิงบ้าง”
ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจิ่นจะได้ตอบอะไรเฟิ่งสือหนิงก็ฉีกยิ้มขึ้นอย่างฝืนใจแล้วพูดแทรกขึ้นมา “่เช้าสือจิ่นต้องไปเรียนที่วิทยาลัยหลวง คงไม่มีเวลามาพูดคุยกับข้าหรอก อีกอย่างข้าก็ไม่เป็ไร ่เช้า แค่หางานมาทำเสียหน่อยก็ไม่เบื่อแล้ว ส่วน่เย็นท่านก็กลับมาอยู่เป็เพื่อนข้าแล้วนี่”
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยใบหน้าอมยิ้ม “อาจารย์ ดูสิ พระชายาเป็คนพูดเองว่าไม่อยากให้ข้าไปเยี่ยมเยือนที่จวนของท่านแม้ท่านจะพูดเสนอเช่นนั้นออกมาเพราะหวังดีกับพระชายาก็จริงแต่ทางนั้นก็ไม่ได้เห็นค่านี่”
ซูกู้เหยียนหันไปมองเฟิ่งสือหนิงด้วยความสงสัย “เห็นเ้าบ่นกับข้าบ่อยๆว่าคิดถึงน้องสาวไม่ใช่หรือ”
เฟิ่งสือหนิงเริ่มทำตัวไม่ถูกขึ้นมา “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นข้าแค่ไม่อยากลำบากสือจิ่นเท่านั้น”
“ข้าไม่ได้รู้สึกลำบากเสียหน่อย” เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะจบก็กลับมามีสีหน้าจริงจังอีกครั้ง“เ้าไม่เห็นว่าข้าเป็น้องสาว ข้าก็ไม่นับเ้าเป็พี่สาวเช่นกันทำไมไม่บอกกับอาจารย์ไปตรงๆ ล่ะ เพราะทำแบบนี้ต่อไปคนที่ลำบากที่สุดคือเขาต่างหาก”
เฟิ่งสือหนิงหน้าซีดลง นางกัดริมฝีปาก แทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “สือจิ่น...ผ่านมาตั้งนานแล้ว เ้ายังไม่ยอมให้อภัยข้าหรือ?”
“อย่าร้องเชียว” เฟิ่งสือจิ่นหันไปมองแเื่ในงาน“วันนี้เป็วันวิวาห์ของท่านชายหลิวกับคุณหนูเจี่ยน หากเ้ามาร้องห่มร้องไห้ที่นี่นอกจากจะทำลายบรรยากาศแล้วคนอื่นอาจมองว่าจวนท่านโหวอันกั๋วต้อนรับพระชายาแห่งองค์ชายสี่ไม่ดีก็ได้”
เฟิ่งสือหนิงกะพริบตาหลายครั้ง นางกลั้นน้ำตาเอาไว้จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดหางตาเบาๆ พลางกล่าวระคนหัวเราะ “เ้าพูดถูกวันนี้เป็วันมงคล ข้าเสียมารยาทเอง”
“พวกเ้ากำลังคุยอะไรอยู่หรือ ดูสนุกสนานเชียว?”
พวกเขาหันไปมองตามเสียง พบว่าเป็ซูจื่อฉินกับซูเหลียนหรูที่มาสายนั่นเองซูจื่อฉินยิ้มอย่างเป็มิตร ผิดกับซูเหลียนหรูที่เมื่อเหลือบเห็นเฟิ่งสือจิ่นก็ประกายความเกลียดชังและหยามิ่ออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
