วันที่ 23 มกราคมงานที่ตระเตรียมทั้งหมดสมบูรณ์เรียบร้อย
วันที่ 24 มกราคม ถนนเอ้อร์เลขที่ 45 ร้านเสื้อผ้า ‘หลานเฟิ่งหวง’ เปิดกิจการอย่างเป็ทางการ
เซี่ยเสี่ยวหลานไหว้วานหูหย่งไฉขอยืมตัวพนักงานต้อนรับหญิงจากบ้านพักรับรองประจำเมืองมาใส่ชุดกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูงเหล่าหญิงสาวที่เรียวขาสวมเพียงถุงน่องบางผัดหน้าทาปากทำหน้าที่สุภาพสตรีประจำพิธีการ
แม้บอกว่ายืมตัว แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ใจกว้างผนึกอั่งเปาให้พวกเธอทุกคน
การแต่งกายแบบนี้ทำให้พวกเธอขวยเขินเล็กน้อยทว่าพิธีตัดริบบิ้นยังไม่ทันเริ่ม ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งถามเซี่ยเสี่ยวหลานเป็การส่วนตัวว่าสามารถมอบถุงน่องที่เธอใส่แล้วให้เธอได้หรือไม่
“ฉันไม่เอาค่าแรงก็ได้ ฉันเอาแค่ถุงน่องคู่นี้”
ถุงน่องไนล่อนประเภทนี้ พวกเธอเคยเห็นแค่ในโทรทัศน์
ได้ยินมาว่าสตรีต่างประเทศล้วนใส่แบบนี้ โดยเฉพาะใน่ฤดูร้อนถุงน่องไนล่อนทั้งโปร่งสบายและเงาวาว ปกปิดร่องรอยหมองคล้ำบนขาทั้งสองข้างได้อย่างมิดชิดถุงน่องที่เพิ่มความเป็ผู้หญิงเช่นนี้ อย่าว่าแต่ไม่มีใครในซางตูใส่กันแม้แต่ในหยางเฉิงก็พบได้น้อยมาก
อั่งเปาที่เซี่ยเสี่ยวหลานแจกให้ทุกคนเป็จำนวน 20 หยวน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าต้นทุนของถุงน่องคือเท่าไร เพราะเป็ ‘สินค้าทางน้ำ’ ซึ่งไป๋เจินจูรับมาจากชาวประมงที่เผิงเฉิงให้เซี่ยเสี่ยวหลานมาหนึ่งถุง เธอจึงเตรียมไว้สำหรับเหล่าหญิงสาวพิธีการชั่วคราวเสียเลย
คิดไม่ถึงว่าบริกรหญิงที่ยืมตัวจากบ้านพักรับรองประจำเมืองจะชื่นชอบกันมากถึงเพียงนี้
อันที่จริงพวกเธอชอบชุดประโปรงด้วยเช่นกัน สีน้ำเงินและดำตัดกันเหมือนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต่างชาติในภาพยนตร์เหลือเกิน ทว่าชุดราคาแพงเกินไปพวกเธอจึงไม่กล้าเอ่ยปาก แต่อยากได้ถุงน่องยิ่งนักราวกับมีถุงน่องคู่เดียวก็ได้ใช้ชีวิตวิจิตรบรรจงแบบหญิงต่างชาติแล้ว...เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้หัวเราะล้อเลียน กลับตอบรับอย่างจริงจัง
“ค่าแรงสมควรได้อยู่แล้ว ให้ถุงน่องพวกเธอด้วยเลยก็แล้วกัน”
หูหย่งไฉและภรรยาของเขามาแล้ว
หูหย่งไฉไม่รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้รับความช่วยเหลือจากใครเข้าสถานีตำรวจแล้วกลับไม่เกิดเื่ใดๆ ขึ้น ทั้งยังลากติงอ้ายเจินลงน้ำได้อีกตอนนี้ติงอ้ายเจินยังอยู่ระหว่างการคุมตัวผู้อำนวยการโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามก็ถูกพักงานเพื่อทำการตรวจสอบ หูหย่งไฉละอายไปกับการคาดการณ์ล่วงหน้าของตนโชคดีที่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เปลี่ยนท่าทีไปยังคงปฏิบัติตัวต่อสองสามีภรรยาเหมือนเดิม
“ร้านนี้ช่างสวยหรูโอ่อ่าเสียจริง!”
ภรรยาของหูหย่งไฉชื่นชมไม่ขาดปาก
ดูดีแบบไม่เคยพบเจอในซางตูมาก่อน ห้างสรรพสินค้าของซางตูยังตกแต่งสู้ ‘หลานเฟิ่งหวง’ ไม่ได้ด้วยซ้ำมิใช่ว่าห้างสรรพสินค้าจะมีขนาดเล็ก แต่สินค้าที่ขายค่อนข้างผสมปนเปกันไม่สดใหม่โดดเด่นเหมือน ‘หลานเฟิ่งหวง’ ที่ใช้ดวงไฟและกระจกจำนวนมาก คนสัญจรผ่านเห็นเพียงแวบเดียวก็จะตะลึงกับผลลัพธ์ของการตกแต่งอันแพรวพราวสง่าราศี
หูหย่งไฉอุทานชมเชยเช่นกันเื่เซี่ยเสี่ยวหลานถ่อมาบ้านพักรับรองประจำเมืองเพื่อขายปลาไหลราวกับเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนในชั่วพริบตาเธอก็เปิดหน้าร้านใหญ่โตขนาดนี้บนถนนเอ้อร์ชีแล้ว
หูหย่งไฉเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานและครอบครัวล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่มีภูมิฐาน ‘สภาพสตรีประจำพิธีการ’ ที่สวมถุงน่องถือเชือกผ้าแพรสีแดงไว้หลิวหย่งจุดประทัดส่งเสียงดัง ผู้ใหญ่ซึ่งได้รับเชิญมา ‘ตัดริบบิ้น’ หยิบกรรไกรขึ้นตัดฉึบฉับ—เซี่ยเสี่ยวหลานได้จ้างคนจากสตูดิโอถ่ายภาพมาเก็บภาพด้วย!
เลขาโหวเองนึกไม่ถึงว่าจะจัดพิธีการได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้
หัวหน้าหยางหัวเราะชอบใจพลางวางกรรไกรในมือลงบนถาดที่สาวพิธีการประคองอยู่ “นี่มันแปลกใหม่ดีนะ”
หยวนหงกังยังไม่หายตะลึงเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าพิธีตัดริบบิ้นใดๆคือรูปแบบนี้
ผู้บริหารใหญ่ย่อมไม่ปรากฏตัวที่หน้าร้านธุรกิจอิสระประเภทนี้แน่นอนแต่เลขาโหวผู้สนิทสนมและได้รับความไว้วางใจจากเ้านายมากที่สุดมาแล้วทั้งยังมีหัวหน้าหยางจากหน่วยงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะประจำเมืองแม้ผู้คนกำลังลือกันว่าหยวนหงกังอาจเป็ผู้อำนวยการของโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามสุดท้ายก็ยังไร้ประกาศเรียกตัวอยู่ดี เขาเป็แค่รองผู้อำนวยการโรงงานคนหนึ่งได้ร่วมงานตัดริบบิ้นพร้อมกับเลขาโหวและหัวหน้าหยางก็ไม่รู้สึกขายหน้าหรอก!
หยวนหงกังถูกครอบครัวบังคับมา
เลขาโหวก็เห็นแก่หน้าของเส้ากวงหรง
ส่วนหัวหน้าหยางนั้นเข้าใจผิดโดยสมบูรณ์ เขาเห็นเลขาโหวมีมิตรไมตรีขนาดนี้จึงนึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคบหาดูใจกับเส้ากวงหรงอยู่
ดังนั้นนั่นก็คือหลานสะใภ้ของผู้ใหญ่สินะ ครอบครัวเดียวกันเ้านายไม่สะดวกออกงาน หัวหน้าหยางคิดว่าตนเองต้องแสดงความจงรักภักดีบ้าง ขยันขันแข็งสักหน่อยไม่ใช่เื่ผิด
พิธีตัดริบบิ้นเปิดกิจการของ ‘หลานเฟิ่งหวง’ ครึกครื้นเป็พิเศษแน่นอนว่าพอเสร็จสิ้นพิธีตัดริบบิ้นเลขาโหวและหัวหน้าหยางก็กลับทันทีส่วนหยวงหงกังคือคนของโรงงานสิ่งทอ ยังถือว่าเกี่ยวข้องทางอาชีพครึ่งหนึ่งจึงเข้าร้านเยี่ยมชมภายในร้านเสียหน่อย
โคมระย้าผลึกแก้วที่จ่ายเงินพันกว่าหยวนซื้อลูกนั้นสะดุดเป็อย่างยิ่งผนังกลับไม่มีองค์ประกอบซับซ้อนมากมายนัก ทว่ามุมผนังสร้างเสาปูนโรมันไว้เคียงรับกับกระเบื้องเลียนไมโครคริสตัลบนผิวพื้น ในประเทศจีน ณ ตอนนี้เรียกว่าเป็การตกแต่งแบบยุโรปที่หรูหรามากแล้ว
ไม้แขวนเสื้อผ้าจนแน่นขนัด ผนังหนึ่งด้านแขวนเสื้อผ้าเพียงสามตัวจับคู่กับกางเกง คอเสื้อของบางชุดมีผ้าผูกคอด้วย
ราวแขวนผ้าตั้งพื้นจำนวนหนึ่งแขวนเสื้อผ้าเป็หมวดหมู่เสื้อนอกขนสัตว์จะไม่แขวนไว้กับเสื้อกันหนาว สีแดงก็จะไม่จับเข้ากับสีเขียว
บนฝาผนังติดกระจกเต็มตัวไว้หลายบาน...ร้านประเภทนี้หยวนหงกังยังไม่เคยพบเจอจริงๆ เขาคิดว่าั้แ่โคมไฟจนถึงกระเบื้องเสาโรมันจนถึงกระจก จากผนังที่ตกแต่งสมบูรณ์เพื่อแขวนแสดงเสื้อผ้าจนกระทั่งการจัดหมวดหมู่สีสันของเสื้อผ้าบนราวแขวน ทุกซอกทุกมุมของร้านนี้ล้วนคือความตั้งใจและความรู้สำหรับหยวนหงกังแล้ว ทุกอย่างช่างไม่คุ้นเคย
รองผู้อำนวยการหยวนก็มิใช่ผู้หญิง เขาจึงแค่รู้สึกตะลึงเท่านั้น
เขาไม่เข้าใจพวกรูปแบบการตกแต่งภายในและยิ่งไม่มีความคิดจะเรียนรู้ด้วยซ้ำ โรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามขายผลิตภัณฑ์สิ่งทอสินค้าในโรงงานไม่ต้องกังวลเื่ตลาดเขาไม่จำเป็ต้องเรียนรู้จากร้านเสื้อผ้าเล็กๆ
ทว่าเหล่าสตรีที่หลั่งใหลเข้ามายัง ‘หลานเฟิ่งหวง’ นั้นบ้าคลั่งไม่เบาทีเดียว
กระเบื้องเงาวาวจนคนไม่กล้าเหยียบการซื้อเสื้อผ้าในร้านค้าแบบนี้ทำให้พวกเธอได้ลิ้มลองประสบการณ์ที่ไม่เคยมีแม้ซื้อเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า ก็ััถึงกลิ่นอายสูงส่งแบบนี้ไม่ได้ในขณะที่ดูชั้นสูงเหมือนกัน ทว่าราคากลับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก
อย่างเช่นเสื้อนอกขนสัตว์ผู้หญิง ก่อนหน้านี้ขายราคา 100 หยวนต้นๆ ตอนนี้จะขาย 128 หยวนคงไม่เกินความพอดีสินะ?
ในห้างสรรพสินค้าก็ขายราคานี้ อีกทั้งไม่มีรูปแบบสินค้าใหม่เหมือน ‘หลานเฟิ่งหวง’ ถ้าจะจับคู่เสื้อผ้าลองสอบถามสหายหญิงหน้าตาสะสวยในร้านคนนั้น จะได้คำตอบอันน่าพึงพอใจเสมอ
“ตายแล้ว!”
ภรรยาหูหย่งไฉจับแขนของสามีเธอไว้แน่น เธอถึงขั้นกลัวว่ากระเบื้องมันวาวนี้จะทำให้เธอลื่นล้ม
“เดินผ่านประตูนี้แล้ว ถ้าไม่จ่ายเงิน จะเดินออกไปได้อย่างไร?”
ไม่ใช่เพราะมีใครมาบังคับลูกค้าจ่ายเงิน แต่เป็เพราะแสงไฟสุกสกาวที่สาดส่องลงบนเสื้อผ้าที่เลือกเฟ้นจับคู่กันอย่างประณีตผู้หญิงจึงยากที่จะต้านทานความปรารถนาต่อความงามเช่นนี้ได้
แถมมีห้องลองเสื้อโดยเฉพาะอีกด้วย ดวงไฟและกระจกในส่วนนี้จึงได้ใช้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น
ั้แ่เริ่มเปิดกิจการ ห้องลองเสื้อสองห้องก็ถูกตลอดไม่เว้นว่างพอมีคนออกมา ก็มีคนรีบร้อนเข้าไป
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าการค้าขายวันนี้จะยอดเยี่ยมเพียงนี้
เธอและหลี่เฟิ่งเหมยคอยต้อนรับลูกค้ามีเพียงพวกเธอสองคนที่แม่นยำต่อเสื้อผ้าหลากประเภทและราคาหลิวเฟินถูกจัดแจงไปที่โต๊ะคิดเงินเซี่ยเสี่ยวหลานจึงต้องขอร้องภรรยาหูหย่งไฉช่วยเฝ้าดูชั่วคราวนำเสื้อผ้าที่ลูกค้าลองแล้วแขวนกลับไปไว้ดั่งเดิม
เมื่อเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานยุ่งเสียเท้าไม่ติดพื้นคังเหว่ยและเส้ากวงหรงต่างไม่อยากรบกวน
เส้ากวงหรงบอกว่าตกแต่งร้านได้สวยงาม คังเหว่ยก็หัวเราะซุกซน
“ลุงหลิว ได้ยินว่าลุงตกแต่งเองหมดเลยหรือ?”
ในร้านมีลูกค้าหญิงจำนวนมาก ยอดชายอย่างพวกเขาจึงนั่งหงอยเหงาอยู่นอกร้านหลิวหย่งถอนหายใจเฮือกโต “ฉันแค่ทำตามความ้าของเสี่ยวหลานเรียนเก่งก็ย่อมรู้เยอะ ฉันมันคนไร้การศึกษาจะเป็งานพวกนี้ที่ไหนกัน!”
เรียนหนังสือแถมเข้าใจศิลปะการตกแต่งห้องหรือ?
คังเหว่ยและเส้ากวงหรงไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยทั้งคู่ พวกเขารู้สึกถึงเจตนาร้ายอันลึกลับจากคำพูดของหลิวหย่ง
คังเหว่ยนึกขึ้นได้ว่าเงินที่หามาไม่รู้จะใช้จ่ายอย่างไรครุ่นคิดกับตัวเองว่าจะสามารถนำไปตกแต่งบ้านของเขาได้ไหม? บ้านหลังนั้นที่ว่าเป็หอพักเมื่อครั้งบิดามารดาแต่งงานกันและได้รับการจัดสรรจากหน่วยงานบิดาเขาจากไปเร็ว การตกแต่งภายในบ้านจึงไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โตมาั้แ่ต้นการตกแต่งของบ้านจึงมีบรรยากาศเหมือนบ้านของเขา มืดสลัวซบเซา
“ลุงหลิว ผมมีเื่จะขอให้ลุงช่วยจริงๆรอฉลองตรุษจีนเสร็จเมื่อไรลุงช่วยผมตกแต่งบ้านของครอบครัวสักหน่อยได้ไหมครับ?”
