ความใปะปนกับความกลัวของล่าวไท่จุนสะสมรวมกัน เป็ผลให้นางเซถอยโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนล้มลงบนเตียงหลั่วฮั่นในทันควัน
“ล่าวไท่จุน!” แม่นมฉินรีบประคองล่าวไท่จุนด้วยอาการตื่นตระหนก
ฉินหยีหนิงก็เพิ่งรู้สึกตัว นางรีบตรงเข้าไปประคองล่าวไท่จุนด้วย ถ้าได้มองเห็นแววตาของนางอย่างใกล้ชิด จะเห็นว่านางกำลังตกตะลึงอยู่เช่นกัน ในเวลานั้นั์ตาของเด็กสาวมีน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก สองมือสั่นเทา เพียงแต่นางกลั้นน้ำตาไว้และพยายามทำให้ตนเองสงบลง
ั์ตาของล่าวไท่จุนวูบไหว จากนั้นไม่นานนางก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่พร้อมหยาดน้ำตาไหลหลั่ง “จริงๆ เลย สร้างกรรม สร้างกรรมจริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแล้ว”
นางได้ถามจี๋เสียงอีกครั้ง “ฉี่ไท่ได้บอกหรือไม่ ว่าล่าวแหย่สั่งการคำใดอีก?”
“รายงานล่าวไท่จุน ไม่มีคำสั่งอื่นๆ แล้วเ้าค่ะ นายท่านใหญ่บอกแค่เพียงว่า คืนนี้ไม่กลับมาที่บ้าน ล่าวไท่จุนไม่ต้องกังวลเ้าค่ะ”
“ข้าไม่กังวลได้ที่ไหนเล่า! แค่พูดไม่ลงรอยกัน หวงช่างก็สามารถฆ่าคนได้แล้ว” ล่าวไท่จุนตบหน้าอกตนเอง น้ำตาร่วงหล่นราวกับไข่มุกไหลจากดวงตา
“ข้าไม่ควรขอให้เิเกอร์ไปทำงานเป็ข้าราชสำนักเลย เ้าว่า นี่มันอะไรกันนะ ตอนแรกแผนการแตกแยกเกิดขึ้น แล้วก็กลายเป็ที่โด่งดังไปทั่ว และตีเป่ยจี้จนแตกแต่ก็ถูกตัวอ่อนผางจือซีนั่นโกรธเกลียดเสียแล้ว ตอนนี้เขาได้กลายเป็ไท่ซือขององค์ชายรัชทายาท เื่ใหญ่เื่เล็กหวงช่างก็มาหาเขา ถ้าเกิดว่าถูกคนอื่นคิดใส่ร้ายขึ้นมา ใจของข้าดวงนี้ ก็เหมือนถูกแขวนไปกับเขาตลอดทั้งวัน ไม่ต่างจากถูกขังและย่างอยู่ในกองไฟ”
เมื่อแม่นมฉินเห็นล่าวไท่จุนร้องไห้ด้วยความเศร้า นางจึงรีบพูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฝ่ายฉินหยีหนิงซึ่งยังคงช่วยประคองล่าวไท่จุนไว้ ภายในใจรู้สึกเศร้าโศกเป็อย่างมาก
คนของจวนติ้งกั๋วกงเสียชีวิตมากมาย แม้แต่ลูกชายของลูกพี่ลูกน้องซึ่งมีอายุเจ็ดขวบและห้าขวบก็ถูกลงโทษด้วยเช่นกัน ทว่าหลังล่าวไท่จุนได้ยินข่าว นางกลับกลัวว่าเื่ดังกล่าวจะสร้างปัญหาให้ครอบครัวของตนเอง
ธรรมชาติของคนก็เป็เช่นนี้แหละ นางรู้มาั้แ่เมื่อก่อนแล้ว
ฉินหยีหนิงอดกลั้นความเศร้าโศกพร้อมคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว ตามนิสัยใจคอของล่าวไท่จุน ถ้านางขอให้ล่าวไท่จุนปล่อยซุนซื่อเพื่อออกไปอำลาสมาชิกผู้ชายของจวนติ้งกั๋วกง แน่นอนว่านางเองก็จะต้องถูกกักขังไปด้วยเช่นกัน
ปล่อยให้ศพของคนในจวนติ้งกั๋วกงถูกปะาทิ้งไว้บนถนน จะปล่อยให้เน่าเหม็นโดยไม่สนใจหรือ
ไม่ใช่แค่ล่าวไท่จุน ถึงจะเปลี่ยนเป็คนอื่นๆ ก็กลัวว่าคงไม่มีผู้ใดมีความกล้าจะรวบรวมศพ ของคนที่ฮ่องเต้โกรธและปะาทันทีทันใดเช่นนั้น
อนิจจา นางต้องทนดูตอนจบที่น่าสังเวชของท่านตาและญาติพี่น้องไม่ได้เป็แน่ สำหรับเื่การเก็บศพนั้น นางต้องทำและทำอย่างเงียบเชียบไม่ให้ผู้ใดรับรู้ด้วย
ด้วยการสนทนากับฉินหวยหยวนเมื่อสักครู่นี้ ทำให้ฉินหยีหนิงมีเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจแล้วส่วนหนึ่ง นางเช็ดน้ำตาและในใจของนางคิดหาหนทางได้แล้วเช่นกัน
ขณะนั้นเอง พวกนางได้ยินเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากข้างนอก ทั้งเสียงนั้นยังคล้ายการะโ
“ปล่อยข้า! พวกเ้าปล่อยข้า ข้าจะออกไปข้างนอก ปล่อยข้าออกไป!”
“ฮูหยินใหญ่ ท่านทำไม่ได้นะเ้าคะ!”
“ท่านป้า! ท่านอย่าออกไปข้างนอกเลยนะเ้าคะ ข้างนอกกำลังวุ่นวายอยู่เลย ท่านไปเช่นนี้ ท่านย่าก็ต้องกังวลนะเ้าคะ”
“ข้าทำไม่ได้! พวกเ้านี่ เื่ไม่ได้เกิดขึ้นกับพ่อกับพี่ชายของพวกเ้า พวกเ้าก็ไม่ใส่ใจแล้วสิ!”
“ท่านพูดเบาๆ หน่อยเ้าค่ะ โอ๊ย นี่เราอยู่หน้าประตูเรือนสื่อเซี่ยวนะเ้าคะ บรรพบุรุษของข้า พระพุทธเ้าของข้า”
“ข้าควรกลัวว่าผู้คนจะได้ยินมัน? เ้าแก่ที่เนรคุณคนนั้น ตอนที่ครอบครัวของข้าร่ำรวยก็เข้ามาสานสัมพันธ์ด้วย ตอนนี้เกิดปัญหาขึ้น ก็หดคอเข้า มันแย่เสียยิ่งกว่าหมูและหมาเสียอีก”
...
ล่าวไท่จุนฟังการสนทนาซึ่งแว่วมาจากภายนอกได้ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก แต่ประโยคสองสามประโยคที่เสียงนั้นด่าทอกลับได้ยินชัดเจนเป็พิเศษ
เ้าแก่ผู้อกตัญญู คนลืมบุญคุณ ยังดีไม่เท่าหมูและหมา...
“ตบปาก! ตบปาก!” ใบหน้าของล่าวไท่จุนแปรเปลี่ยนเป็สีม่วง นางลุกขึ้นยืนอย่างว่องไว “นี่เป็การสั่งสอนจากครอบครัวของหญิงโง่เขลาคนนั้นหรือ ทำไม พ่อของนางเสียชีวิตแล้ว มารยาทของนางก็หายไปหมดแล้วหรือ กล้าด่าทอแม่สามีเช่นนี้ ยังมีความกตัญญูครึ่งหนึ่งเสียที่ไหน ข้าจะหย่านาง ข้าจะเปิดศาลบรรพบุรุษเพื่อหย่าหญิงโง่ หญิงอกตัญญูแทนเิเกอร์!”
ฉินหยีหนิงจับแขนของล่าวไท่จุนอยู่ข้างๆ ดวงตาของนางที่มองดูผู้เป็ย่ากลับค่อยๆ ปรากฏความเ็า
แม้ว่าธรรมชาติของมนุษย์มักจะรักในผลประโยชน์จากข้อได้เปรียบและหลีกเลี่ยงอันตราย แต่ล่าวไท่จุนทำเช่นนี้มันดูน่าเกลียดเกินไปแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าล่าวไท่จุนไม่เพียงแต่เป็คนรักผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็อันตราย ยิ่งไปกว่านั้นก็คือนางเห็นแก่ตัวถึงขั้นเืเย็นทีเดียว
แม่นมฉินยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง หัวใจของนางบูดบึ้งและไม่พอใจเช่นกัน อย่างไรก็ตามในฐานะบ่าว นางไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก นางเหลือบไปเห็นดวงตาของฉินหยีหนิง ฉับพลันนั้นแผ่นหลังของแม่นมฉินพลอยรู้สึกเย็นะเืขึ้น นางรู้สึกว่าที่นางกำลังมองอยู่นั้นไม่ใช่คุณหนูสี่ แต่เป็ฉินหวยหยวน
นางอดไม่ได้ที่จะเกลี้ยกล่อม “ล่าวไท่จุนใจเย็นๆ บ้านของฮูหยินถูกทำลายทั้งครอบครัวจนมีคนตาย มันก็เป็เื่ปกติที่นางจะเศร้ามาก ตอนนี้สมองของนางไม่ชัดเจนแล้วเป็แน่ จึงพูดออกมาโดยไม่คิด ทำไมล่าวไท่จุนต้องใส่ใจกับคนบ้าด้วยเล่าเ้าคะ? นอกจากนี้เื่การหย่าร้าง ท่านก็ควรถามความ้าของนายท่านใหญ่นะเ้าคะ ท่านจำต้องคำนึงถึงชื่อเสียงข้างนอกของนายท่านใหญ่ด้วยนะเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงไม่้าฟังถ้อยคำล่าวไท่จุนอีก นางได้เห็นความเป็จริงและความบ้าอำนาจของท่านย่าอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
นางยังคิดว่า มันจะเป็การดีถ้าท่านแม่ของนางถูกหย่าและออกจากบ้านไป เพราะนางมีหลายพันวิธีที่จะทำให้มารดาของนางอาศัยอยู่ข้างนอกอย่างราบรื่น
ติ้งกั๋วกงเพิ่งจะล้มลงหนึ่งวัน ทัศนคติของผู้คนก็เป็เช่นนี้แล้ว ท่านแม่อยู่ที่นี่จะต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน? มิหนำซ้ำมารดาไม่ใช่คนที่มีความสามารถในการอดทนอดกลั้น และเป็คนที่ไม่มีแผนการอีกด้วย นางจะไม่ถูกคนอื่นกินจนไม่เหลือแม้แต่กากหรือ ถึงท่านพ่อของนาง้าเข้ามาจัดการ แต่เขาก็ยังเป็ลูกชายที่กตัญญูอยู่ดี
นางโค้งคำนับให้กับล่าวไท่จุน ฉินหยีหนิงเอ่ยขึ้น “ท่านย่า ข้าจะไปดูให้นะเ้าคะ” โดยไม่รอให้ล่าวไท่จุนตอบรับ นางก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ล่าวไท่จุนถูกแม่นมฉินประคองให้นั่งลง นางหอบและกระทืบเท้าทีหนึ่งพลางพูดว่า “เ้าดูนี่สิ ว่ามันหนักหนาแค่ไหนแล้ว!”
ฉินหยีหนิงก้าวพ้นจากประตูเรือนสื่อเซี่ยว เห็นแม่นมจินและปิงถางอยู่ข้างซ้ายขวาของซุนซื่อ กำลังตักเตือนซุนซื่อที่ยกมือปิดใบหน้าร่ำไห้อย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีบ่าวคนหนึ่งกับแม่นมอีกคนกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นพร้อมจับขาของซุนซื่อ บ่าวมีนามว่าชุ่ยฟูเป็บ่าวเคียงข้างคุณหนูหก ส่วนอีกคนคือแม่นมสกุลจาง แม่นมของคุณหนูหก ฝ่ายคุณหนูหกนั้นกำลังยืนอยู่ไม่ห่างมากนัก นอกจากนั้นยังมีบ่าวคนอื่นๆ ยืนรายล้อมอยู่โดยรอบ
ฉินฮุ่ยหนิงเรียนรู้อย่างชาญฉลาดแล้ว รู้ว่าตนเองไม่ได้ออกมาข้างหน้า แต่หาปืนหนึ่งกระบอกมาแทน
ฉินหยีหนิงก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว จับคนสองคนที่เกาะขาของซุนซื่อโยนออกไป
“พวกเ้าเป็ใคร กล้าที่จะแตะต้องฮูหยินใหญ่ ถึงแม้ว่าจวนติ้งกั๋วกงจะล้มลงแล้ว แต่ฮูหยินใหญ่ก็เป็ภรรยาคนแรกของท่านพ่อ พวกเ้าจะทำอะไร? อยากตายหรือ?”
ทั้งชุ่ยฟูและแม่นมจางต่างถูกโยนทิ้งลงบนพื้น ไม่เจ็บ...แต่พวกนางใกลัวจนหน้าซีดเซียว
คุณหนูหกหายใจไม่ออกและรีบออกมาทันที “เป็เพราะท่านป้าเองที่ไม่ฟังคำตักเตือน ้าออกไปให้ได้ ชุ่ยฟูกับแม่นมถึงได้จับเช่นนี้ ท่านป้าออกมาจากศาลบรรพบุรุษด้วยตัวเองโดยไม่ได้บอกล่าวไท่จุน”
“มีอะไรหรือ?” ฉินหยีหนิงไม่สนใจคุณหนูหก นางหันไปถามแม่นมจินแทน
ยามนั้นซุนซื่อร้องไห้หนักมาก นางกอดฉินหยีหนิงไว้ ซบหน้าซับน้ำตาบนไหล่ของบุตรสาว นางร้องไห้ด้วยความน้อยใจ ขณะพึมพำ “ข้าจะออกไปข้างนอก หยีเจี่ยร์ข้าจะออกไปข้างนอกเพื่อดูท่านตาของเ้า”
แม่นมจินกระซิบว่า “คุณหนูสี่ เมื่อสักครู่นี้ คุณหนูหกเพิ่งมาบอกฮูหยินเื่ที่คนของจวนติ้งกั๋วกงจะถูกปะา ฮูหยินกังวลมากจึง้าออกไปข้างนอก เราไม่สามารถหยุดได้ ท่านได้โปรดรีบเกลี้ยกล่อมฮูหยินเถิดเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงกอดซุนซื่อ นางตวัดสายตากลับไปมองคุณหนูหก “เ้าฟังคำพูดของฉินฮุ่ยหนิงสินะ นางให้กระดูกกับเ้าเท่าไรล่ะ?”
คุณหนูหกไม่ได้ตอบในทันที นางได้แต่กะพริบตาแล้วกะพริบตาอีก ถึงได้เอ่ยขึ้นอย่างโกรธเคือง “เ้าด่าใครว่าเป็สุนัขหรือ”
“ด่าว่าเ้าเป็สุนัข ยังดูถูกสุนัขด้วยซ้ำ เห็นแก่หน้าของท่านป้ารอง ข้าจะไม่ทำอะไรเ้า เพียงแต่ว่าเ้าได้กระทำเช่นนี้ ไม่สามารถขึ้นไปบนแท่นสูงได้หรอก ปิงถาง เ้าไปหาท่านป้ารอง นำเื่ที่ฉินซวงหนิงไปที่ศาลบรรพบุรุษเป็การส่วนตัว เพื่อส่งข่าวเร่งเร้าท่านแม่ของข้า และได้สั่งให้บ่าวกับแม่นมกักตัวท่านแม่ของข้าอยู่ที่นี่อีกด้วย ทำให้ท่านแม่ของข้าร้องไห้ เอาเื่นี้ไปบอกท่านป้ารองด้วย เ้าบอกเล่าด้วยปากโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้ เรียกพยานที่พูดชัดคล่องแคล่วไปด้วยสองคน”
“เ้าค่ะ” ปิงถางพยักหน้า
คุณหนูหกกรีดร้อง “ฉินหยีหนิง เ้ากับข้าต่างก็เป็คุณหนูบ้านฉินเหมือนกัน เ้ารังแกลูกสาวบุญธรรมได้ หรือว่ายังสามารถรังแกข้าที่เป็ลูกแท้ๆ ได้ด้วยหรือ เ้ากล้าไปหาฮูหยินสองเพื่อยั่วยุหรือ!”
ฉินหยีหนิงไม่สนใจนาง แต่นางกวาดสายตาไปที่บ่าวทั้งหลายที่อยู่รอบๆ หนึ่งครั้ง
ทันทีที่เห็นแม่เฒ่าจิ่ง มารดาของเหรัญญิกจิ่งกำลังดึงบ่าวที่แข็งแรงออกมา “คุณหนูสี่เ้าค่ะ บ่าวเต็มใจเป็พยานเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงตอบรับ “ดีเลย ขอบคุณเ้ามากนะ” นางไม่ได้เรียกว่าแม่เฒ่าจิ่ง แต่แสร้งทำเป็ไม่คุ้นเคย
แม่เฒ่าจิ่งดึงบ่าวที่แข็งแรงเดินตามปิงถางไปในทิศทางของบ้านสองอย่างเร่งรีบ
คุณหนูหกตื่นตระหนกเต็มที่ แต่เดิมนางไม่ได้ถูกเลี้ยงดูในนามของแม่ใหญ่ ดังนั้นถ้าสร้างปัญหาเช่นนี้ แม่ใหญ่จะยอมปล่อยนางไปเสียที่ไหน?
“พวกเ้ากำลังจ้องมองอะไรกันอยู่ ยังไม่หยุดพวกเขาอีก” คุณหนูหกกรีดร้อง พลางดึงชุ่ยฟูและแม่นมจางให้ไปหยุดบ่าวเ่าั้
หลังสองคนได้ยินคำสั่งก็ไล่ตามบ่าวเ่าั้ไป แต่พวกนางถูกบ่าวที่แม่เฒ่าจิ่งพามาด้วยใช้แรงชนจนล้มลง
ฉินหยีหนิงใช้เวลานี้กระซิบพูดสองสามคำข้างใบหูของมารดา
ซุนซื่อตาเบิกตากว้างด้วยความสับสนก่อน จากนั้นดวงตาของนางก็กลิ้งไปมาก่อนส่งเสียงร้อง “อ๊า” จากนั้นก็เป็ลม
“ท่านแม่! ท่านแม่! เรียกคนมาเร็ว! เรียกหมอ!”
“ฮูหยินคงเสียใจมากก็เลยเป็ลมแล้ว เรียกคนมาสิ” แม่นมจินได้ยินสิ่งที่ฉินหยีหนิงพูดเมื่อสักครู่เช่นกัน นางทำได้เพียงร้องไห้ออกมาและรีบเข้าไปที่เรือนสื่อเซี่ยวเพื่อขอความช่วยเหลือ
ฝ่ายล่าวไท่จุนเพิ่งสวมเสื้อคลุมด้วยการดูแลจากแม่นมฉิน มีจี๋เสียงกับหรูยี่ช่วยประคองออกมาอยู่บนบันได นางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพร้อมจ้องมองไปยังซุนซื่อ
ฉินหยีหนิงประคองซุนซื่อซึ่งตัวอ่อนอยู่บนพื้นดิน น้ำตาของเด็กสาวหลั่งเป็สายอย่างทำอะไรไม่ถูก น้ำเสียงที่ใช้เรียกขานราวกับแมวตัวน้อย “ท่านแม่ ท่านอย่าทำให้ข้ากลัวสิเ้าคะ ท่านรีบตื่นขึ้นมาสิเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนอ้าปาก แต่ถูกแม่นมฉินบีบแขนหนึ่งครั้ง
นางไม่เต็มใจจะไยดี แม่นมฉินจึงกระซิบ “นายท่านใหญ่ยังอยู่ในวัง ท่านต้องพิจารณาความคิดของนายท่านใหญ่ด้วยนะเ้าคะ อีกอย่าง ผู้คนมากมายมองดูอยู่นะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนเหลือบมองบ่าวที่กำลังดูอยู่รอบๆ จากนั้นก็บังคับตัวเองให้เอาความโกรธและกลืนคำว่า ‘เอาไม้โง่คนนี้หย่าและกำจัดออกไปทันที’
ที่สุดแล้วนางก็ยังคงรักชื่อเสียงของตัวเอง
ยิ่งกว่านั้น เมื่อดูลูกสะใภ้หน้าซีดและเป็ลมล้มลงต่อหน้าต่อตาตนเอง นางจะขับไล่ไสส่งอีกฝ่ายไปได้อย่างไร
“ยกคนเข้าไปในเรือนสื่อเซี่ยวแล้วรอหมอก่อน”
ทันทีที่ล่าวไท่จุนสั่งออกมา แม่นมฉินได้เรียกคนเพื่อยกเก้าอี้ไม้ยาวเข้ามา สั่งให้ย้ายร่างซุนซื่อขึ้นไปอย่างระมัดระวัง ฝูงชนเดินเข้าไปในบ้านอย่างล้มลุกคลุกคลาน
ฉินหยีหนิงใช้โอกาสจากความโกลาหลนี้ วิ่งไปในทิศทางของบ้านสองอย่างรวดเร็ว นางเจอกับปิงถาง แม่เฒ่าจิ่งและบ่าวผู้แข็งแรงซึ่งเพิ่งกลับมาจากการรายงานเื่ราว
“คุณหนูสี่?”
“แม่เฒ่าจิ่ง เ้ารีบคิดวิธีช่วยข้าส่งคำพูดให้กับหัวหน้าจงที ขอบคุณนะ”
“ไม่กล้า ไม่กล้า แค่คุณหนูสั่งมาก็พอแล้วเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงกระซิบอธิบายกับแม่เฒ่าจิ่ง และเมื่อนางเห็นว่าแม่เฒ่าจิ่งเข้าใจแล้ว ก็รีบพาปิงถางเดินอย่างเร่งรีบกลับไปเรือนสื่อเซี่ยว
แม่เฒ่าจิ่งรีบเร่งฝีเท้าออกไป ผ่านมุมห้องครัวที่มีผักกับปลาสด และออกจากประตูไป
