จางเซวียนมองเย่ฝานและพูดอย่างไม่เข้าใจว่า “คุณชายเย่ ทำไมคุณถึงไม่ยอมยื่นมือช่วยเขาล่ะ!”
มีผู้เดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือขนาดนี้ เย่ฝานเ้าหมอนี่ กลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
เย่ฝานกวาดสายตามองจางเซวียน แล้วกล่าวอย่างโอหังปนเ็าว่า “ปัญหานี้แค่เื่เล็กๆ ต้องให้คนสำคัญอย่างฉันลงมือเองเลยเหรอ? หาพวกร่างทรงสักคนมาช่วยก็น่าจะได้แล้ว! จะว่าไป บนหน้าฉันเขียนคำว่าใจดีไว้เหรอ ฉันไม่เห็นแก่ตัว ฉันชอบทำความดีหรือยังไง?”
จางเซวียนส่ายหน้าแล้วตอบกลับว่า “ไม่มี”
“ก็ใช่ไงเล่า เพราะว่าฉันไม่ชอบ!” เย่ฝานเงยหน้าขึ้น พูดด้วยท่าทางโอหัง
จางเซวียน “…” คนที่สามารถพูดออกมาว่าตัวเองเป็พวกเลือกปฏิบัติได้อย่างมีเหตุผลขนาดนี้ ก็มีแต่เย่ฝานคนเดียวเท่านั้นแหละ
“เื่ที่ไม่เกิดผลประโยชน์ต่อฉัน ฉันไม่ทำหรอก! ฉันยังต้องหาเงินไปแต่งเมีย เวลาของฉันเป็เงินเป็ทองนะจะบอกให้” เย่ฝานกล่าว
จางซือเลี่ยง “…”
หวังจิ่งสือ “…”
“ใช่แล้ว จางเซวียน นายบอกว่ามาหาฉันเพราะอะไรนะ นายไม่รู้เหรอว่าการรบกวนคนอื่นเวลานอนหลับมันไร้มนุษยธรรมมาก? นายรอให้ฉันตื่นก่อนค่อยพูดไม่ได้เหรอ?” เย่ฝานตำหนิ
“ใช่สิๆ เป็ความผิดของฉันเอง!” เย่ฝานไอ้คนปัญญาอ่อน ตอนที่เขามาถึงก็ใกล้จะเก้าโมงแล้ว แต่หมอนี่กลับยังนอนอยู่ แล้วยังมาบ่นว่าเขามาถึงเช้าเกินไปอีก เ้าหมูตอน!
“นายมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า!” เย่ฝานถาม
จางเซวียนมองไปที่จางซือเลี่ยงแวบหนึ่งก่อนตอบ “เื่นี้ไว้ค่อยพูดก็ได้”
“ไว้ค่อยพูด แล้วจะต้องรอถึงเมื่อไรจะได้พูด!” เย่ฝานพูดอย่างไม่พอใจ
จางเซวียนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพลางเอ่ยว่า “ก็ไม่มีอะไรมาก คือยันต์สายฟ้าฟาดนั่น สำนักของฉันอยากจะซื้อยันต์ในราคาแผ่นละหนึ่งล้านหยวน แต่ต้องเป็ยันต์สายฟ้าฟาดแบบใหม่นะ”
เย่ฝานกลอกตาไปมาแล้วพูดขึ้นว่า “หนึ่งล้านหยวน ราคานี้ก็พอถูไถได้”
จางเซวียน “…” แผ่นละหนึ่งล้านหยวนยังพูดว่าพอถูไถไปได้งั้นเหรอ?
จางซือเลี่ยงขมวดคิ้ว เขาคิดถึงตอนที่จางเซวียนดึงยันต์ออกจากฝาผนัง ก็เข้าใจในทันทีว่าการที่จางเซวียนปลีกตัวไปจัดการกับยันต์ในตอนนั้น น่าจะไม่ใช่แค่กลัวยันต์จะทำร้ายคนงานเพียงอย่างเดียว คุณชายเย่ก็คือคุณชายเย่! แค่ยันต์หนึ่งใบยังขายได้ราคาสูงขนาดนี้
จางซือเลี่ยงส่งสายตาให้หวังจิ่งสือเพื่อบอกบางอย่างเป็นัยๆ หวังจิ่งสือก็รีบเอ่ยปากทันที “คุณชายเย่ คุณช่วยผมเถอะนะ ผมยอมจ่ายค่าตอบแทนห้าสิบล้านหยวนให้กับคุณ!”
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมพูดว่า “อืม งั้นผมขอพิจารณาดูก่อน”
จางเซวียน “…” เย่ฝานไอ้คนเลือกปฏิบัติ!
…
เย่ฝานขยับแขนขาพลางกล่าว “เพื่อเมียแล้ว ฉันต้องขยันทำงานหน่อยล่ะ”
จางเซวียน “…”
“เดี๋ยวนะ ฉันขอไปคุยโทรศัพท์หน่อย!” เย่ฝานหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วโทรหาไปอวิ๋นซี
ไป๋อวิ๋นซีผู้ที่อยู่ปลายสายกำลังนอนอยู่บนเตียง พอเห็นบนหน้าจอมือถือปรากฏคำว่า ‘เ้าโง่’ สองพยางค์นี้เขาก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที จึงตัดสายทิ้ง
เย่ฝานถือโทรศัพท์ไว้ในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
จางเซวียนมองหน้าเย่ฝานพลางถามว่า “เป็อะไร? คุณชายไป๋ไม่รับโทรศัพท์เหรอ!”
เย่ฝานมองไปที่จางเซวียนแล้วตอบว่า “เขาตัดสายทิ้ง!”
“ฮ่าๆ ฉันรู้แล้ว คุณชายไป๋เอาชื่อนายขึ้นบัญชีดำของเขาไปแล้วล่ะ!” จางเซวียนพูดด้วยอาการดีอกดีใจในความโชคร้ายของเย่ฝาน
เย่ฝานพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นายพูดเหลวไหลอะไร พวกเรายังมีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่”
เย่ฝานคิดขึ้นได้ จึงรีบโทรไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัทเจาซีเพื่อถามไถ่สถานการณ์
เย่ฝานวางสายโทรศัพท์ แล้วกล่าวว่า “คนที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์บอกว่า อวิ๋นซีป่วย ฉันจะไปเยี่ยมเขา”
หวังจิ่งสือรู้สึกเหมือนจะกระอักเืออกมาทันที เขายอมลงทุนขนาดนี้แล้ว ยังต้องรอให้เย่ฝานมีเวลาว่างเสียก่อน! คราวก่อนไป๋อวิ๋นซีแค่โทรมาก็สามารถเรียกเย่ฝานไปกินข้าวด้วยได้ คราวนี้ไป๋อวิ๋นซีไม่ยอมรับโทรศัพท์ เย่ฝานก็ดันจะออกไปหาเขาอีก!
จางเซวียนคิดในใจก่อนกล่าวออกไป “ฉันโทรไปหาไป๋อวิ๋นซี ถามอาการป่วยของเขาหน่อยดีกว่า!”
“ฉันโทรไม่ติด แล้วนายจะโทรติดได้ยังไง”
ระหว่างที่เย่ฝานกำลังพูด โทรศัพท์มือถือของจางเซวียนก็โทรติดแล้ว น้ำเสียงเย็นะเืของไป๋อวิ๋นซีดังขึ้น “อาจารย์จาง มีธุระอะไรครับ?”
โดยไม่รอให้จางเซวียนเปิดปาก เย่ฝานก็ะโเสียงดังลั่น “อวิ๋นซี นายป่วยเหรอ? ร้ายแรงไหม! ฉันไปเยี่ยมนายดีไหม! เมื่อกี้ฉันโทรไปหานาย ทำไมนายไม่รับสายล่ะ”
“เย่ฝาน ไปตายซะ!” น้ำเสียงโกรธแค้นของไป๋อวิ๋นซีดังออกจากโทรศัพท์มือถือ แล้วสายก็ถูกตัดไปทันที
เย่ฝ่าน “…”
จางเซวียน “…”
แก้มทั้งสองข้างของเย่ฝานร้อนลวกราวกับเดือดเป็ฟืนเป็ไฟ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “อวิ๋นซีเหมือนจะโกรธฉันเข้าแล้ว เพราะอะไรกัน?”
จางเซวียนขยี้จมูกก่อนกล่าวว่า “เมื่อวานนายดื่มจนเมาไม่ใช่เหรอ? บางทีนายอาจจะอาเจียนรดตัวของคุณชายไป๋ก็ได้นะ เขาเป็คนรักความสะอาด! ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ เขาต้องโกรธนายมากแน่ๆ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “เมื่อวานนี้หลังจากที่ฉันเมา ฉันก็จำอะไรไม่ได้เลย บางทีมันอาจเป็อย่างที่นายพูดก็ได้”
จางเซวียนก้มหน้าลงนึกในใจว่า ยังมีอีกหนึ่งความเป็ไปได้ เ้าบ้าเย่ฝาน อาจจะฉวยโอกาสเอาเปรียบไป๋อวิ๋นซีก็เป็ได้ ดูจากปฏิกิริยาของไป๋อวิ๋นซี น่าจะเป็เื่เผลอเอาเปรียบเขามากกว่า เย่ฝานเ้าคนไม่ได้เื่ เอาเปรียบคนอื่นแล้วยังมีหน้าลืมเื่ที่เกิดขึ้นจนหมดอีก
“ฉันควรไปขอโทษเขาใช่ไหม!” เย่ฝานสับสนและว้าวุ่นใจเป็อย่างมาก
จางซือเลี่ยงมองดูเย่ฝาน แล้วกล่าวแนะนำ “คุณชายเย่ ตอนนี้คุณชายไป๋กำลังโกรธคุณอยู่ คุณไปหาเขาตอนนี้ก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เอาอย่างนี้ดีกว่า คุณไปหาเงินสักก้อน แล้วค่อยซื้อของขวัญดีๆ ไปขอโทษเขา! คุณชายไป๋ต้องให้อภัยคุณแน่ๆ”
เย่ฝานตาเป็ประกายพร้อมพูดว่า “ใช่แล้ว! ฉันควรไปหาเงินสักก้อน แล้วค่อยซื้อของดีๆ มอบให้เขา”
หวังจิ่งสือมองจางซือเลี่ยง แล้วส่งสายตาแห่งความซาบซึ้งให้แก่เขา
เย่ฝานคิดในใจก่อนกล่าวว่า “ได้ พวกเราไปหาเงินกันดีกว่า รีบจัดการเื่นี้ให้มันเรียบร้อย”
…
รถที่เย่ฝานนั่งขับตรงไปถึงพื้นที่ก่อสร้าง
เย่ฝานหรี่ตามองพื้นที่ก่อสร้างเบื้องหน้าก่อนพูดขึ้น “สั่งให้คนถอยออกจากที่นี่ก่อนเถอะ”
หวังจิ่งสือรีบโบกมือเป็สัญญาณให้คนล่าถอยออกไป
หวังจิ่งสือตามเย่ฝานเข้าไปถึงพื้นที่ว่างเปล่า “คุณชายเย่ ที่นี่...”
“ค่ายกลอยู่ด้านล่าง ซากกระดูกก็ถูกฝังไว้ที่นี่เช่นกัน” เย่ฝานเอ่ย
หวังจิ่งสือ “…”
เย่ฝานโบกสะบัดธง เด็กชายอายุหกเจ็ดขวบพลันปรากฏอยู่เบื้องหน้าทุกคน เด็กน้อยมองเย่ฝานด้วยดวงตาเป็ประกายแวววับ
“คุณอา คุณจะมาเล่นเป็เพื่อนผมเหรอ?”
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วตอบว่า “อาไม่ได้มาเล่นกับเธอ อาจะส่งเธอไปเกิดใหม่ต่างหากล่ะ”
“คุณอา ผมไม่อยากไปเกิดใหม่ ผมอยากเล่นะโตึก!”
เย่ฝานเอียงคอแล้วพูดว่า “งั้นเอาอย่างนี้ อาจะเล่นะโตึกเป็เพื่อน พอเล่นเบื่อแล้ว อาค่อยส่งเธอไปเกิดใหม่”
เด็กน้อยกะพริบตาก่อนถามขึ้น “คุณอาจะะโเป็เพื่อนผมเหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมกล่าว “อาไม่ะโ แต่อาดูเธอะโดีไหม!”
“คุณอาไม่ะโเป็เพื่อนผม ผมก็ไม่สนุกน่ะสิ” ผีเด็กทำหน้านิ่งด้วยความไม่พอใจ
“ได้ งั้นอาจะติดตามนายไปทุกที่ ะโตึกเป็เพื่อนเธอ”
“คุณชายเย่” เห็นเช่นนั้น หวังจิ่งสือจึงอดพูดออกมาไม่ได้
คุณชายเย่โบกมือแล้วพูดว่า “วางใจเถอะ ฉันไม่เป็อะไรหรอก พวกคุณรอดูอยู่ตรงนี้แหละดีแล้ว”
หวังจิ่งสือ “…”
…
เย่ฝานพาผีเด็กเดินขึ้นไปบนตึกที่สร้างเสร็จเพียงครึ่งหนึ่ง แล้วะโลงมาจากบนนั้น
“คุณชายเย่” จางซือเลี่ยงลืมตัวจนะโออกมา
เย่ฝานและผีน้อยร่วงลงมาจากตึกสูงพร้อมกัน เย่ฝานฝึกตนสำเร็จเพียงขั้นที่สาม ยังไม่สามารถเหาะเหินบนกระบี่ได้ แต่สามารถใช้วิชาเคลื่อนวายุได้ ระหว่างที่ร่างของเขาร่วงหล่นลงมานั้น เขาได้ดึงวิชาเคลื่อนวายุออกมาใช้ ส่งผลให้อัตราความเร็วขณะตกลงมานั้นลดลง ร่างของเย่ฝานจึงร่อนสู่พื้นอย่างปลอดภัย
เนื่องจากคนงานออกจากพื้นที่จนหมดแล้ว จึงมีคนไม่มากที่เห็นเย่ฝานะโลงมาจากตึก
“คุณชายเย่ปลอดภัย!” หวังจิ่งสือมองร่างที่ไร้าแของเย่ฝาน ก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
หวังจิ่งสือหันมามองจางเซวียน แล้วถามว่า “อาจารย์จาง ปรมาจารย์ในสำนักพวกคุณสามารถะโลงมาจากที่สูง แล้วไม่เป็อะไรเลยแบบนี้ไหม?”
จางเซวียน “…” จะเป็ไปได้ยังไงกัน ปรมาจารย์ก็คืุ์เหมือนกันเข้าใจไหม? อย่างเขาเองหากะโลงมาจากที่สูงขนาดนั้นแม้จะไม่ถึงแก่ชีวิต แต่คงต้องนอนรักษาตัวไปหลายเดือนทีเดียว “ผู้าุโที่ฝึกฝนสำเร็จระดับสูงแล้วน่าจะทำได้ แต่ศิษย์ทั่วไปคงจะไม่ไหว”
หวังจิ่งสือ “…” ดังนั้นคุณชายเย่อายุเพียงเท่านี้ ระดับการฝึกตนสามารถเทียบชั้นกับผู้าุโได้แล้วงั้นเหรอ?
เย่ฝานและผีน้อยยังคงวนเวียนขึ้นไปะโตึกลงมาอยู่อย่างนั้น ทำให้หวังจิ่งสือที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนเป็อย่างมาก
“แค่คุณชายเย่ะโตึกเป็เพื่อนผีเด็กนั่น ก็สามารถคลี่คลายปัญหาได้แล้วเหรอครับ?” หวังจิ่งสืออดถามขึ้นไม่ได้
จางเซวียนกลอกตาไปมา ก่อนจะพูดว่า “เย่ฝานน่าจะอยากใช้วิธีเจรจากันด้วยเหตุผลก่อน ยังไงผีนั่นก็เป็ิญญาอาฆาต พลังความโกรธแค้นรุนแรงมาก เย่ฝานบอกว่าจะส่งพวกเขาไปเกิดใหม่ ย่อมต้องไม่ทำอะไรให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจ หากเล่นกับผีเด็กจนคุ้นเคยกันแล้ว ก็น่าจะเกลี้ยกล่อมได้ง่ายขึ้น”
จางเซวียนคิดในใจว่าเย่ฝานน่าจะมีแผนไว้ในใจแล้ว ผีเด็กออกมาเล่นอยู่ที่นี่นานเข้า เมื่อผีผู้ใหญ่เกิดเป็ห่วง มันจะต้องออกมาตามหาแน่ๆ ตอนนี้พวกมันหลบอยู่ในค่ายกล ทำให้ยากที่จะต่อกร แต่ถ้ามันยอมออกมา ก็จะจัดการง่ายขึ้น! เย่ฝานเ้าหมอนี่ ดูท่าทางเหมือนซื่อบื้อ แต่แท้จริงแล้วฉลาดไม่เบา!
ตอนที่หวังจิ่งสือเห็นเย่ฝานะโตึกครั้งแรกก็ใจนแทบจะเป็ลม แต่พอเฝ้ามองเย่ฝานะโไปถึงครั้งที่เจ็ด เขากลับชินตาไปเสียแล้ว
หวังจิ่งสืออุทานในใจว่า ปรมาจารย์ก็คือปรมาจารย์อยู่วันยังค่ำ คนทั่วไปเล่นบันจี้จัมพ์ ปีนหน้าผา! ก็ว่าเก่งแล้ว ไอ้ที่ปรมาจารย์เย่กำลังเล่นอยู่นั้น ช่างแตกต่างจากคนทั่วไปเสียจริงๆ
“พวกเขาจะะโไปถึงเมื่อไรกัน!” หวังจิ่งสือถาม
จางเซวียนขมวดคิ้วแล้วตอบว่า “คงใกล้จะเบื่อแล้วล่ะ”
หวังจิ่งสือ “…”
…
ทันใดนั้นก็มีสายลมเย็นะเืพัดมา จางเซวียนะโด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “พวกคุณถอยไปก่อน”
จางเซวียนกำลังแสดงวิชา แต่เย่ฝานกลับล้ำหน้าไปก่อนแล้ว เขาใช้ธงดูดิญญาปัดผีร้ายที่กำลังเข้าจู่โจมพวกที่ดูอยู่ข้างล่างออกไป
ผีร้ายจ้องมองเย่ฝานด้วยความโกรธแค้น แล้วพูดว่า “แกจะทำอะไร?”
เย่ฝานจ้องผีร้ายกลับ พูดด้วยเจตนาดีว่า “พี่ชายของนายก็รับกรรมไปแล้ว นายควรไปเกิดใหม่ได้แล้ว”
ผีนั่นพูดด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “มันตายแล้วก็จริง แต่เมียและลูกของมันยังอยู่!”
เย่ฝานมองผีร้ายแล้วพูดว่า “เขาล้มละลายแล้ว เมียและลูกของเขาก็อยู่ด้วยความยากลำบากเพราะถูกค่ายกลเอาคืน พวกเขาจะมีจุดจบของชีวิตที่เลวร้ายแน่นอน ถ้านายยังทำกรรมต่อไป จะส่งผลต่อดวงชะตาในวันข้างหน้านะ!”
ผีร้ายกล่าวด้วยความดุดัน “พวกมันเสพสุขความร่ำรวยถึงสามสิบปี แต่ฉันกลับต้องทุกข์ทรมานอยู่ในค่ายกลนี้มาสามสิบปีโดยไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน แกจะให้ฉันยอมง่ายๆ เหรอ”
เย่ฝาน “…” ทุกคนย่อมมีวาสนาของตนเอง เื่มันมาถึงวันนี้แล้ว ก็ควรต้องยอมรับมัน
“อย่างนี้ดีไหม ฉันสร้างค่ายกลมั่งคั่งร่ำรวยให้นาย แบบนี้นายเกิดใหม่ชาติหน้าก็จะได้กลายเป็เศรษฐีร่ำรวยเงินทอง ชาตินี้ไม่ได้เสพสุข รอเสพสุขชาติหน้าเถอะนะ” เย่ฝานพูดเกลี้ยกล่อม
“แกจะหลอกฉันไปเกิดใหม่เหรอ ฝันไปเถอะ!”
เย่ฝานหรี่ตาด้วยความเ็า แล้วะโไปว่า “ช่างโง่เขลานัก!” พูดจบเย่ฝานและผีร้ายก็ต่อสู้กันจนทรายและหินตลบฟุ้งไปทั่ว ฟ้าดินก็พลันเปลี่ยนสี
“คุณชายเย่จะใช้วิธีประณีประนอมไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงต่อสู้กันเสียแล้วล่ะ!” ระหว่างที่เย่ฝานปะทะกับผีร้าย ลมหนาวก็พัดมาเป็ระลอก เสียงโอดครวญของภูตผีดังระงม ทำให้หวังจิ่งสือหวาดผวาอยู่ไม่น้อย
“เจรจาไม่สำเร็จก็ต้องจู่โจมเท่านั้นแหละ!” จางเซวียนกล่าว
ใบหน้าของหวังจิ่งสือดูหวาดกลัวมาก แต่เขากลับต้องใยิ่งขึ้นเมื่อพบว่าจางซือเลี่ยงกลับมีท่าทีสงบนิ่งมาก “ประธานจางไม่กลัวเหรอ?”
“ก่อนหน้านี้ฉันชื้อหยกของคุณชายเย่ไว้ หยกนี้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้าย! ฉันก็เลยไม่รู้สึกกลัวเท่าไร” จางซือเลี่ยงตอบ
หวังจิ่งสือพลันเกิดความคิดหนึ่งในใจว่า หยกที่สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้าย ถ้าซื้อได้เขาก็อยากซื้อไว้เหมือนกัน!
“ระวังด้วย ออกมาอีกหนึ่งตนแล้ว” จางเซวียนะโบอก
ผีผู้หญิงกระโจนเข้ามาร่วมต่อสู้ด้วย!
“คุณชายเย่จะไม่เป็อันตรายใช่ไหม!” ใบหน้าของหวังจิ่งสือเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่หรอก!” จางเซวียนมองออกว่าเย่ฝานได้เปรียบในการต่อสู้นี้ พลังของผีผู้หญิงอ่อนด้อยกว่าผีผู้ชายอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถคุกคามเย่ฝานได้สำเร็จ!
เย่ฝานโจมตีไม่กี่ครั้งก็ทำให้ผีเ่าั้เพลี่ยงพล้ำจนล้มลง
“เป็ยังไง จะยอมไปเกิดใหม่หรือยัง”
ผีทั้งสองตนมองเย่ฝานด้วยร่างที่บอบช้ำ ผีน้อยเหาะเข้ามาใกล้พ่อแม่ของตน กระซิบข้างหูทั้งคู่ ทำให้ความโกรธแค้นในแววตาของผีทั้งสองลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“นายรับประกันได้ไหมว่าพวกเราจะเกิดเป็คนร่ำรวยเงินทองในชาติหน้า!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “มีค่ายกลมั่งคั่งร่ำรวยเป็ประกัน ในชาติหน้าครอบครัวของนายจะมีดวงชะตาที่เพียบพร้อมด้วยเงินทองและเกียรติยศ”
ผีตนนั้นมองเย่ฝานอย่างไม่ยินยอมนัก แต่ก็พยักหน้าพร้อมเอ่ยว่า “ได้”
เย่ฝานสร้างค่ายกลขึ้นด้วยความรวดเร็ว จางเซวียนดูเย่ฝานสร้างค่ายกล ดวงตาของเขาพลันส่องประกายแวววับ
เขาเหลา เขาเหมา เขาสู่และเขาหลงหู่ ทั้งสี่สำนักมีความถนัดแตกต่างกันไป เย่ฝานมีความสามารถในการวาดยันต์ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่ยังมีความสามารถในการสร้างค่ายกลอีก ดูแล้วความสามารถด้านนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย! ไม่รู้ว่าสำนักปี้อวิ๋นที่เย่ฝานบอกนั้นเป็สำนักอย่างไรกัน ถึงได้บ่มเพาะอัจฉริยะอย่างเย่ฝานออกมาได้
เมื่อค่ายกลมั่งคั่งร่ำรวยถูกสร้างจนเสร็จ บริเวณนั้นเรืองแสงสีทองออกมาเป็ระลอก ดูแล้วช่างน่าอัศจรรย์ใจมาก
ครอบครัวของหยูอู่กระโจนเข้าไปในค่ายกล ทั้งหมดหายไปในพริบตา
“คุณชายเย่ คราวนี้พวกเขาไปจริงๆ แล้วหรือครับ?”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ พวกเขาไปเกิดใหม่แล้ว”
หวังจิ่งสือกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกในบุญคุณ “ขอบคุณคุณชายเย่ ขอบคุณมากจริงๆ”
เย่ฝานโบกมือก่อนกล่าวว่า “ไม่เป็ไร อย่าลืมโอนเงินให้ผมก็แล้วกัน”
หวังจิ่งสือพูดด้วยความตื้นตันว่า “แน่นอนครับๆ”
“ผมทำลายค่ายกลที่อยู่ใต้พื้นที่นี้แล้ว ร่างทั้งสามที่ถูกฝังอยู่เบื้องล่าง คุณนำเถ้ากระดูกของพวกเขาเก็บไว้ในโถบรรจุอัฐิ แล้วหาที่เหมาะๆ ทำสุสานให้พวกเขาด้วย!”
หวังจิ่งสือพยักหน้าแล้วตอบรับ “ได้ครับ! ผมจะจัดการตามที่คุณสั่งครับ”
