เฟิ่งสือจิ่นวุ่นอยู่ในครัวั้แ่เช้า นางแช่ข้าวเหนียวเอาไว้ั้แ่เมื่อคืน ใบไผ่ก็ล้างและแช่น้ำเอาไว้ พร้อมสำหรับการใช้งานั้แ่เมื่อวานแล้วเช่นกัน สิ่งที่นางต้องทำจึงมีเพียงการปรุงไส้รสต่างๆ ของบ๊ะจ่างเท่านั้น
จวินเชียนจี้อยู่ข้างๆ และคอยช่วยเหลือนางเป็ระยะ
ปีที่ผ่านๆ มา จวินเชียนจี้ไม่เคยต้องเข้ามาช่วยเช่นนี้เลยสักครั้ง แต่ปีนี้ต้องทำบ๊ะจ่างเยอะเป็พิเศษ เมื่อเฟิ่งสือจิ่นนั่งลงและเริ่มห่อบ๊ะจ่าง จวินเชียนจี้ก็นั่งลงข้างกายนาง แล้วเริ่มห่อบ๊ะจ่างตามนางเช่นกัน บ๊ะจ่างที่เขาห่อก็เป็เหมือนเขา เป็ระเบียบเรียบร้อย แม้แต่เส้นเชือกที่มัดอยู่ชั้นนอกก็ยังดูเป็ระเบียบและมั่นคงแ่า แถมบ๊ะจ่างทุกลูกก็มีขนาดเท่ากัน รูปทรงสวยงาม ไม่เหมือนเฟิ่งสือจิ่น บ๊ะจ่างของนางมีขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง แถมยังบิดเบี้ยว ไม่เหมือนกันสักลูก
เฟิ่งสือจิ่นหันไปมองจวินเชียนจี้ห่อบ๊ะจ่าง นางไม่เข้าใจเลย ทั้งที่ตนห่อบ๊ะจ่างมาตั้งหลายปีแล้ว แต่เขาเพิ่งฝึกห่อวันนี้เป็วันแรกแท้ๆ ทำไมผู้ที่มีพร์เช่นเขาถึงทำอะไรๆ ดีไปหมด แม้แต่ห่อบ๊ะจ่างก็ยังทำได้ดีขนาดนี้? ระหว่างที่จวินเชียนจี้ใช้เชือกมัดรอบบ๊ะจ่าง เฟิ่งสือจิ่นก็จ้องเขาตาไม่กะพริบ นิ้วทั้งสิบยาวได้รูปแถมยังขาวเนียนชุ่มชื้น นิ้วมือขยับเบาๆ เพียงไม่นานก็สร้างเงื่อนขึ้นที่เส้นเชือกได้อย่างสวยงาม ปลายนิ้วกลมสวยมีคราบน้ำมันติดอยู่ แต่นอกจากจะไม่ดูสกปรกแล้ว กลับยังให้ความรู้สึก... อืม ให้ความรู้สึกสวยงามยั่วยวนไปอีกแบบ
ก็เหมือนการให้ผู้ชายอย่างจวินเชียนจี้เข้าครัว แม้ร่างกายจะมีคราบน้ำมันและกลิ่นอาหารติดอยู่ ก็ยังชวนให้หวั่นไหวได้อยู่ดี เฟิ่งสือจิ่นนึกชื่นชมเขาในใจ น่าเสียดายที่อาจารย์เป็ราชครูแห่งแคว้นจิ้น ไม่เช่นนั้น เขาต้องมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าซูกู้เหยียนอย่างแน่นอน สตรีที่เข้ามาหลงรักเขาก็คงจะมีมากจนจับมามัดรวมกันได้หลายมัดเลย
เมื่อพูดถึงเื่มัด ก็คงต้องพูดถึงเ้าสามมัดเสียหน่อย... บัดนี้ มันกำลังนั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทางกระชุ่มกระชวย กำลังรอเก็บกวาดเศษข้าวเหนียวที่ตกลงมาระหว่างห่อบ๊ะจ่างอย่างใจจดใจจ่อ
จวินเชียนจี้ไม่ยอมวางบ๊ะจ่างของตนลงไปในถาดเดียวกับบ๊ะจ่างของเฟิ่งสือจิ่น เฟิ่งสือจิ่นจึงพูดอย่างโกรธเคือง “อาจารย์ ท่านรังเกียจที่บ๊ะจ่างของข้าขี้เหร่ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
จวินเชียนจี้มองเข้าไปในถาดของนางแวบหนึ่ง มุมปากแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่เบาบางจนแทบจะมองไม่เห็น ดูหล่อเหลา งดงามเหลือจะบรรยาย “เปล่านี่”
ทว่าเมื่อบ๊ะจ่างออกจากหม้อ จวินเชียนจี้กลับมอบบ๊ะจ่างที่มีรูปทรงสวยงาม ซึ่งเป็บ๊ะจ่างที่เขาห่อด้วยตนเองให้เด็กรับใช้ในจวนราชครูที่ไม่ได้กลับบ้านกินจนหมด ส่วนเขากับเฟิ่งสือจิ่นก็กินแต่บ๊ะจ่างที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวขี้เหร่ เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นก็อดนึกโกรธไม่ได้ “อาจารย์ ทำไมไม่เก็บบ๊ะจ่างรูปร่างสวยๆ เอาไว้กินเองบ้าง ทำไมพวกเราต้องกินแต่บ๊ะจ่างขี้เหร่ๆ ด้วย?”
จวินเชียนจี้ตอบ “ไม่ว่าจะสวยหรือขี้เหร่ รสชาติข้างในก็เหมือนกัน” เขายื่นบ๊ะจ่างที่มีรูปร่างสวยงามให้เฟิ่งสือจิ่นสองลูก “ถ้าอยากกินบ๊ะจ่างที่อาจารย์ห่อ ก็เอาบ๊ะจ่างสองลูกนี้ไปกินเถิด”
เมื่อมีบ๊ะจ่างหน้าตาสวยงามให้กินสองลูก ความโกรธของเฟิ่งสือจิ่นก็ลดลงเล็กน้อย แต่เมื่อลองมาคิดดูอีกที ในที่สุดนางก็เข้าใจ เฟิ่งสือจิ่นมองไปยังจวินเชียนจี้ที่กำลังกินบ๊ะจ่างหน้าตาขี้เหร่ด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย “ศิษย์เข้าใจความทุ่มเทของอาจารย์แล้ว!” นางพูดขึ้น
จวินเชียนจี้ชะงักลงเล็กน้อย “ทุ่มเทเื่อะไร?”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “ศิษย์น้องทั้งหลายต้องคิดไม่ถึงแน่ว่าอาจารย์จะลงมือห่อบ๊ะจ่างด้วยตนเอง พวกเขาคงคิดว่าข้าเป็คนห่อเองทั้งหมด อาจารย์เอาบ๊ะจ่างหน้าตาสวยงามพวกนั้นไปให้พวกศิษย์น้องกิน ก็เพื่อกอบกู้หน้าตาของข้าทั้งนั้น ไม่เช่นนั้น หากพวกเขารู้ว่าข้าห่อบ๊ะจ่างได้แย่ขนาดนี้ ต้องพากันหัวเราะเยาะข้าแน่ๆ”
จวินเชียนจี้เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ เขาเริ่มกินต่อไปอย่างใจเย็น “จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้”
ต่อมา เฟิ่งสือจิ่นกินจนจุกไปหมด นางลูบท้องของตนเองระหว่างนอนอยู่ใต้ต้นไหว นางแน่นท้องตลอด่บ่าย จวินเชียนจี้เห็นดังนั้นจึงเคี่ยวซุปหวานให้นางดื่มอย่างรู้ใจ หลังดื่มเสร็จก็รู้สึกดีขึ้นมาก
่พลบค่ำ จวินเชียนจี้ต้องไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง เดิมที จวินเชียนจี้ไม่จำเป็ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงประจำเทศกาลตวนอู่ในครั้งนี้ แต่ฮ่องเต้กลับสั่งให้เขาเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยตนเอง ได้ยินว่า เพราะ่นี้พระสนมเต๋อมักจะสังหรณ์ใจไม่ดี แถมยังชอบฝันร้าย เกรงว่าจะมีสิ่งชั่วร้ายมาติดพัน จึงอยากฉวยโอกาสนี้ ขอคำชี้แนะจากราชครูเสียหน่อย
แน่นอน จวินเชียนจี้ไม่มีทางพาเฟิ่งสือจิ่นไปด้วยอยู่แล้ว
ก่อนไป เฟิ่งสือจิ่นนอนหลับตาพริ้มอยู่ใต้ต้นไหวอย่างสบายอารมณ์ เขาเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างๆ นาง และก้มหน้าลงไปมองใบหน้าของนางอย่างสงบ สักพักจึงเริ่มพูดขึ้น “สือจิ่น อาจารย์มีธุระ ต้องเข้าไปในวัง วันนี้ เ้าคงต้องกินข้าวเย็นในจวนราชครูคนเดียวแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นลืมตาขึ้น นางยังจำนัดของหลิวอวิ๋นชูได้ดี เขาชวนนางไปดูการแข่งเรือที่แม่น้ำฉินฉู่ด้วยกันคืนนี้ ในตอนแรก เฟิ่งสือจิ่นยังกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าควรจะบอกเื่นี้กับจวินเชียนจี้อย่างไรดี ด้วยนิสัยของจวินเชียนจี้ เขาต้องไม่ยอมให้เฟิ่งสือจิ่นออกไปกับหลิวอวิ๋นชูเพียงลำพังแน่ เป็เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน อาจารย์เข้าวัง ก็เท่ากับว่านางเป็อิสระแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นข่มความดีใจที่พรั่งพรูอยู่ในหัวใจเอาไว้ นางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “อาจารย์ วางใจเถอะ ศิษย์จะหาอาหารเย็นกินเอง”
“ห้ามกินบ๊ะจ่างแทนข้าวเย็น”
“ได้ ข้าไม่กินหรอก”
“ถ้ายังไม่หิวก็รอข้าก่อน ข้าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด ถึงตอนนั้นค่อยทำอาหารเย็นให้เ้า”
เฟิ่งสือจิ่นเอ่ย “อาจารย์ ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก ข้ารู้ดีว่าควรทำอย่างไร รีบไปเถอะ หากไปช้าต้องไม่ดีแน่”
จวินเชียนจี้ชะงักลงเล็กน้อย เขายืนนิ่งไม่ไหวติง ยืนตระหง่านราวกับขุนเขา “คืนนี้ ข้างนอกมีบรรยากาศครึกครื้นไม่น้อย รอให้ข้ากลับมาก่อน แล้วค่อยพาเ้าออกไปเดินเที่ยวข้างนอก”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักอึ้งลงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มจนตาหยี “ตกลง”
จวินเชียนจี้สั่งย้ำอีกเพียงไม่กี่ประโยคก็ออกจากจวนราชครูในที่สุด ก่อนจะเดินออกจากสวน จู่ๆ เขาก็คล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันข้างและแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย เขามองไปยังเฟิ่งสือจิ่นที่นอนอยู่ใต้ต้นไหวพลางพูดขึ้น “จริงสิ อย่าออกไปไหนกับท่านชายหลิวเพียงลำพัง”
เฟิ่งสือจิ่นรับปาก “รู้แล้ว อาจารย์” ชิ... อาจารย์อ่านใจคนออกหรือไงนะ ทำไมถึงรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
หลังจากจวินเชียนจี้เดินออกจากจวน เฟิ่งสือจิ่นก็นอนอยู่ใต้ร่มไม้เพียงลำพังอีกสักพัก นางคิดในใจ... วันนี้อาจารย์ต้องรีบกลับมาจากงานเลี้ยงเพื่อพานางออกไปเดินเที่ยวที่งานเทศกาลแน่ ถ้าหลิวอวิ๋นชูมาหานางก่อนล่ะ ถ้านางไปกับเขาก็ต้องพลาดโอกาสที่จะได้เที่ยวกับท่านอาจารย์ไปน่ะสิ? คิดได้ดังนั้นก็เริ่มลังเลขึ้นมา ตกลงแล้ว นางจะออกไปเที่ยวกับอาจารย์หรือหลิวอวิ๋นชูดี? นางรับปากหลิวอวิ๋นชูมาตั้งนานแล้ว หากผิดนัดกับเขาจะดูไม่ดีหรือไม่? แต่นางยังไม่เคยเดินเที่ยวในงานราตรีของเมืองหลวงกับท่านอาจารย์มาก่อนเลย... ผิดนัดกับหลิวอวิ๋นชูสักครั้งดีไหม?
ท้องฟ้าเริ่มหมองแสงลงเรื่อยๆ เมฆสีครามค่อยๆ เลือนหายไป ในยามนี้ งานเลี้ยงในวังหลวงคงจะเริ่มขึ้นแล้ว ที่นั่นต้องมีไฟส่องสว่างไปทั่ว ดูงดงามมากแน่ๆ เมื่อเฟิ่งสือจิ่นหลุดออกมาจากภวังค์ นางถึงรู้ว่าเวลาล่วงเลยมาถึงยามนี้แล้ว ที่สำคัญ จนป่านนี้ หลิวอวิ๋นชูก็ยังไม่มาเลย
ที่ผ่านมา หากนัดนางเอาไว้ หลิวอวิ๋นชูก็มักจะมาหาั้แ่่พลบค่ำเสมอ แถมยังชอบโยนก้อนหินเข้ามาในจวนเพื่อส่งสัญญาณบอกนางด้วย เฟิ่งสือจิ่นรอต่อไปอีกสักพัก แต่ที่กำแพงก็ยังเงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างที่คาดหวัง
ในตอนที่นางกำลังนึกสงสัย จู่ๆ เด็กรับใช้คนหนึ่งก็ะโเข้ามาจากด้านนอก “ศิษย์พี่ใหญ่ ที่นอกจวนมีคนมาหาท่าน”
เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นมาจากแคร่นอน นางคิดว่าผู้ที่มาหาคนนี้คือหลิวอวิ๋นชูโดยสัญชาตญาณ คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาหาทางประตูหน้าเช่นนี้
เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากสวน เดินมุ่งหน้าไปที่หน้าจวน อืม... เฟิ่งสือจิ่นตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าหลิวอวิ๋นชูจะมาหาทางประตูใหญ่หรือปีนกำแพงเข้ามา นางก็จะปฏิเสธนัดของเขาให้จงได้
อย่างไรเสีย หลิวอวิ๋นชูก็หน้าด้าน ไม่กลัวการถูกปฏิเสธอยู่แล้ว ในอนาคต นางกับเขายังมีโอกาสไปเที่ยวด้วยกันอีกเยอะ ไม่เหมือนอาจารย์ หากพลาดโอกาสนี้ไป นางก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกหรือไม่
แต่เมื่อไปถึงหน้าจวน เฟิ่งสือจิ่นกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของหลิวอวิ๋นชู เห็นแค่เงาของสตรีคนหนึ่งหลบอยู่หลังเสาหินข้างจวนราชครู ภายใต้แสงตะวันยามค่ำ เฟิ่งสือจิ่นจำเ้าของร่างนั้นได้แทบจะทันที นางร้องอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ซวงเอ๋อร์?”
