หัวหน้าทหารคิดตามเขาไม่มีหลักฐานว่าหลิวอวิ๋นชูทำร้ายซูเหลียนหรูแค่เจอกริชระหว่างค้นตัวหลิวอวิ๋นชูเท่านั้นที่หลิวอวิ๋นชูพูดจาเรื่อยเปื่อยในตอนนี้ก็เป็เพราะฤทธิ์สุรา หากพรุ่งนี้เขาสร่างเมาแล้วปฏิเสธการกระทำของตนในวันนี้ละก็นอกจากจะตอบฮ่องเต้ไม่ได้แล้ว ยังตอบท่านโหวอันกั๋วไม่ได้อีกด้วย เช่นนี้คนทั้งสองฝ่ายต้องไม่พอใจเขาอย่างแน่นอน
หัวหน้าทหารพูดขึ้น “กระหม่อมบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ งั้นก็รีบปล่อยพวกเขาเถอะ”ซูกู้เหยียนเดินเข้าไปจูงม้าของหลิวอวิ๋นชูออกมา “ข้าจะส่งพวกเขากลับไปเองเื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ รวมไปถึงคำพูดของท่านชายหลิว ห้ามนำไปแพร่งพรายเด็ดขาดไม่เช่นนั้น ข้าจะมาเอาผิดกับเ้า”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
หัวหน้าทหารมีไหวพริบไม่น้อยเขาเข้ามาช่วยแบกหลิวอวิ๋นชูที่ยังอาละวาดไม่หยุดขึ้นไปบนหลังม้า แล้วทำความเคารพซูกู้เหยียนที่จูงม้าและพาเฟิ่งสือจิ่นเดินจากไปอย่างนอบน้อมมองดูทั้งสามเดินออกจากวังหลวง และไกลออกไปเรื่อยๆ
เฟิ่งสือจิ่นไม่กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว นางเพียงเดินตามซูกู้เหยียนไปเงียบๆเท่านั้น อีกด้าน ชายเสื้อของซูกู้เหยียนพลิ้วสะบัดไปตามทิศทางของลมราตรี และลอยพลิ้วมาทางเฟิ่งสือจิ่นเป็ระยะในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็ก้มหน้ามองเฟิ่งสือจิ่นแล้วพูดขึ้น “เมื่อครู่นี้ทหารพวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเ้าใช่หรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นส่ายหน้าเบาๆ “ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยเหลือในวันนี้”
หากไม่ใช่เพราะซูกู้เหยียนออกมาจากวังหลวงพอดี คืนนี้ เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูต้องเดือดร้อนแน่
ซูกู้เหยียนหันไปมองหลิวอวิ๋นชูที่ยังเอาแต่พูดเพ้อไปเรื่อยเปื่อย“เหตุใดท่านชายหลิวถึงได้ดื่มจนเมามายเช่นนี้แถมยังคิดจะบุกเข้าไปในวังหลวงกลางดึกพร้อมกับอาวุธมีคมอีก?”
เฟิ่งสือจิ่นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “อาจเป็เพราะซูเหลียนหรูน่าเจ็บแค้นเกินไปกระมัง” พูดจบ เฟิ่งสือจิ่นก็แหงนหน้ามองหลิวอวิ๋นชูพลางถามขึ้น“หลิวอวิ๋นชู ทำไมเ้าถึงอยากจะฆ่าซูเหลียนหรูขนาดนั้น?”
หลิวอวิ๋นชูหายใจฟึดฟัดอยู่นาน คิดไม่ถึงว่าเขาจะยอมตอบออกมาในที่สุด“ผึ้งแตนมีพิษซ่อนอยู่ที่ท้อง แมงป่องซ่อนพิษไว้ที่ปลายหาง แต่สัตว์พิษเหล่านี้หรือจะร้ายสู้ใจนารี!ซูเหลียนหรู... ซูเหลียนหรู! นางให้คนมาทำลายความบริสุทธิ์ของเจี่ยนซืออิน! ชาตินี้ทั้งชาติ ข้า... ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางปล่อยนางเอาไว้เด็ดขาด...ไม่มีทางปล่อยนางไปแน่...”
เฟิ่งสือจิ่นกับซูกู้เหยียนชะงักอึ้งไปตามๆ กัน ถึงว่าเจี่ยนซืออินถึงไม่ไปวิทยาลัยหลวงตั้งหลายวัน กับคนภายนอกนางบอกแค่ว่าตัวเองล้มป่วยลงเท่านั้น หลายวันนี้หลิวอวิ๋นชูก็ขาดเรียนไปด้วยเช่นกัน ที่แท้ซูเหลียนหรูก็มีส่วนรู้เห็นในเื่นี้สินะ?
เฟิ่งสือจิ่นถามด้วยเสียงหนักอึ้งจริงจัง “เ้าหมายความว่าอย่างไรพูดให้มันชัดๆ หน่อย!”
เมื่อคิดถึงเื่ราวที่ชวนให้เศร้าใจหลิวอวิ๋นชูก็หลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาพูดด้วยอาการสะลึมสะลือ“เป็ความผิดของข้าเอง เป็เพราะข้าไปช้าเกินไป... ถ้าข้าไปเร็วอีกหน่อยซืออินคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนั้น...นางต้องผิดหวังมากแน่ๆนางไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อด้วยซ้ำ... ตอนที่ข้าไปถึงนางก็ถูกอันธพาลชั่วพวกนั้นย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว...”หลิวอวิ๋นชูเช็ดหน้าตัวเองแรงๆ เช็ดน้ำตาที่ขอบตาออกไปจนหมด “ข้าเกลียดตัวเองจริงๆข้ามันไร้ประโยชน์สิ้นดีแค่ไปหาซูเหลียนหรูเพื่อแก้แค้นให้เจี่ยนซืออินข้าก็ยังทำไม่ได้เลย...กริชของข้าล่ะ...”
ซูกู้เหยียนมีสีหน้าย่ำแย่เป็อย่างมาก “เดิมทีข้าคิดว่าซูเหลียนหรูแค่เอาแต่ใจตัวเองและหยิ่งทะนงไปหน่อยเท่านั้นคิดไม่ถึงว่านางจะทำเื่ที่ผิดบาปและเลวทรามเช่นนี้ได้”
หลิวอวิ๋นชูพูดต่อ “ซืออินเป็น้องสาวของข้าข้ามีหน้าที่ต้องดูแลและปกป้องนาง ข้าปล่อยให้นางสิ้นหวังไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น...ข้าตัดสินใจว่าจะแต่งงานกับนาง ซูเหลียนหรูนางไม่ใช่แค่ทำลายชีวิตของเจี่ยนซืออินเท่านั้น! แต่ยังทำลายชีวิตของข้าด้วย!” เป็เวลานานกว่าเขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “เฟิ่งสือจิ่น...เมื่อแต่งงานกับนาง ชีวิตนี้ข้าจะไม่สามารถอยู่เคียงข้างหญิงที่ข้ารักหมดหัวใจได้อีกแล้ว เ้ารู้หรือไม่ว่าผู้หญิงที่ข้ารักคนนั้นคือใคร?”
เฟิ่งสือจิ่นหัวใจกระตุกวูบ บอกตามตรง นางไม่อยากรู้คำตอบของคำถามสุดท้ายของหลิวอวิ๋นชูสักเท่าไรนางบอก “เลิกพูดได้แล้ว เ้าเมามากแล้ว กลับไปนอนสักตื่น พรุ่งนี้ก็ดีเองส่วนเื่ของเจี่ยนซืออิน...” นางชะงักอยู่นานครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็หาคำพูดที่เหมาะสม และสามารถปลอบใจหลิวอวิ๋นชูไม่ได้เลย ท้ายที่สุดจึงทำได้แค่พูดว่า“ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
“ไม่ได้ ข้าต้องพูดมันออกไป เพราะถ้าไม่พูด ข้าก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว...”หลิวอวิ๋นชูนอนหมอบอยู่บนหลังม้า พลางร้องไห้อย่างขมขื่น “เ้ายังจำหยกแขวนครามสมุทรที่ข้ามอบให้เ้าได้หรือไม่นั่นเป็สมบัติประจำตระกูลของข้า ท่านแม่เป็คนมอบให้ข้า บอกว่าให้ข้ามอบมันต่อให้กับภรรยาในอนาคตของข้า...”
เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกอึดอัดใจเป็อย่างมาก ซูกู้เหยียนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันมามองหน้านางแวบหนึ่ง
ต่อมา หลิวอวิ๋นชูเผลอหลับไปั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ อีกด้านซูกู้เหยียนพูดขึ้น “อาจารย์ของเ้าไม่ได้บอกเ้าหรือ ว่าอย่ารับของขวัญจากคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า?”
เฟิ่งสือจิ่นพูดไม่ออก “อาจารย์เคยบอกแล้วแต่ข้าดันหลงเชื่อเ้าบ้านี่เสียได้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะหลอกข้าข้ายังหลงเชื่อว่าเขามอบของล้ำค่าแบบนั้นให้เพราะเห็นว่าข้าเป็เพื่อนสนิทเท่านั้น”เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้พกหยกแขวนชิ้นนั้นติดตัวมาด้วยเพราะรู้ดีว่าของชิ้นนั้นล้ำค่ามากเพียงใด ไม่เช่นนั้นถ้าตอนนี้เฟิ่งสือจิ่นเอาหยกชิ้นนั้นมาด้วยละก็ นางคงเอามันออกมาแล้วโยนใส่หน้าหลิวอวิ๋นชูไปตั้งนานแล้ว
ซูกู้เหยียนพูดด้วยเสียงราบเรียบ “อาจารย์ของเ้าไม่เคยบอกหรือว่าระหว่างชายหญิง ไม่มีมิตรภาพที่แท้จริง”
เฟิ่งสือจิ่นตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เื่นั้น อาจารย์ไม่ได้สอนมา”แต่ก่อนหน้านี้ ท่านอาจารย์เคยบอกย้ำกับนางหลายครั้งว่าให้อยู่ห่างหลิวอวิ๋นชูรวมไปถึงผู้ชายทุกคนในวิทยาลัยหลวงเอาไว้ เช่นนี้ ถือเป็การสอนเื่นี้ทางอ้อมหรือไม่?
ซูกู้เหยียนกับเฟิ่งสือจิ่นส่งหลิวอวิ๋นชูพร้อมกับม้าของเขากลับจวนท่านโหวอันกั๋วท่านโหวอันกั๋วกับทั้งสองพูดสนทนากันตามมารยาทอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเสร็จธุระแล้วซูกู้เหยียนจึงหมุนตัว แล้วเดินไปตามถนนเพียงลำพัง แสงจันทร์บางเบา ราตรีเงียบงันเขาบอก “ไปกันเถอะ ตอนนี้ ได้เวลาส่งเ้ากลับแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นพูด “ไม่ต้อง ข้ารู้ทาง รู้ดีว่าต้องกลับอย่างไร”
ซูกู้เหยียนหันกลับมามองนางแวบหนึ่ง “เ้าเป็สตรีหากเกิดเื่อะไรขึ้นกับเ้าระหว่างทาง ข้าจะตอบท่านราชครูว่าอย่างไรถ้าเ้าอึดอัด เช่นนั้นก็มองว่าข้าเป็แค่อาจารย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งเถิด อย่างไรเสียอาจารย์ในวิทยาลัยหลวงก็ต้องกลุ้มใจและวุ่นวายกับเื่ของศิษย์ทั้งวันอยู่แล้วนอกจากจะต้องสอนวิชาความรู้แก่ศิษย์ ยังต้องช่วยเก็บกวาดปัญหาต่างๆ ให้ลูกศิษย์ และส่งลูกศิษย์กลับบ้านด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย เฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้น“อาจารย์กำลังพูดถึงวิชาชีพของตนเองด้วยการประชดตนเองหรือ?”
“จะพูดแบบนั้นก็ได้” ซูกู้เหยียนพูดต่อ“ถ้าเ้ากับหลิวอวิ๋นชูทำให้ข้ากลุ้มใจน้อยกว่านี้สักหน่อย ข้าคงอายุยืนขึ้นหลายปีเลย”
“...ดูเหมือนคืนนี้ อาจารย์จะชอบประชดตัวเองเป็พิเศษ”
“งั้นหรือ?” ซูกู้เหยียนเดินไปได้สักพักก็หันกลับมามองเฟิ่งสือจิ่นก่อนจะพูดด้วยเสียงจริงจัง “เื่ขององค์หญิงเจ็ดกับเจี่ยนซืออินเ้าอย่ายื่นมือเข้าไปแทรกเด็ดขาด”
ราวกับว่าซูกู้เหยียนรู้ทันความคิดของเฟิ่งสือจิ่นเช่นนั้นเพราะระหว่างที่พูดคุยกับเขาไปพลางๆ เฟิ่งสือจิ่นก็แอบคิดเื่นี้ไปด้วยหากเป็เจี่ยนซืออินแค่คนเดียวก็แล้วไป อย่างไรเสียนางกับเจี่ยนซืออินก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่แล้วแต่นางทนให้ซูเหลียนหรูรังแกมาถึงหัวของหลิวอวิ๋นชูไม่ไหวจริงๆซูเหลียนหรูทำเช่นนี้ ไม่ได้ทำลายแค่ชีวิตของคนคนเดียวเท่านั้นแต่มันทำให้ชีวิตของคนถึงสองคนต้องพังทลายลง
เฟิ่งสือจิ่นเปิดปากถาม “เพราะอะไร? หรืออาจารย์คิดจะช่วยซูเหลียนหรู?”
ซูกู้เหยียนตอบ “ถ้าท่านชายหลิวอยากทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่คงไม่เครียดจนดื่มสุรา แล้วบุกไปทำเื่โง่ๆ แบบนั้นหรอกนอกเสียจากว่าเขาจะไม่เป็ห่วงภาพลักษณ์ของคุณหนูเจี่ยนแล้ว เื่นี้พวกเราแสร้งทำเหมือนไม่เคยรู้เื่มาก่อนจะดีกว่า”
“แต่จะปล่อยให้พวกเขาถูกรังแกและปล่อยให้ซูเหลียนหรูได้ใจเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ซูกู้เหยียนเอ่ย “ถ้าเ้าคิดจะทำอะไรบ้าๆ ข้าจะไปบอกอาจารย์ของเ้า”
เฟิ่งสือจิ่นนิ่งเงียบลงชั่วขณะ ในที่สุดก็ตอบออกไป “ก็ได้ เื่นี้ข้าไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน”
