เย่ฝานรวบรวมสมุนไพรมาได้จำนวนมาก แล้วเดินทางกลับคฤหาสน์ด้วยความเบิกบานใจ
“คุณชายเย่ได้ของกลับมาเต็มไปหมดเลยนะเนี่ย!” จางเซวียนพูดพร้อมกับยิ้ม
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบกลับไป “ก็ใช่น่ะสิ! ถึงแม้ว่าโลกใบนี้จะขาดแคลนพลังปราณ แต่ว่าของดีก็มีอยู่ไม่น้อย สถานะของสวีหยวนชิงนี่ใช้ได้จริงๆ พอไปถึงคนรวยเ่าั้ก็รีบเอาสมุนไพรจีนมามอบให้ ยาตัวไหนที่ฉันอยากได้ สวีหยวนชิงก็จะมอบให้ฉัน”
ที่ยุ่งยากคือ ตอนที่เขาติดตามสวีหยวนชิงไป ต้องแกล้งแสดงตัวเป็ลูกศิษย์ของเขา
จางเซวียนเห็นสมุนไพรที่เย่ฝานได้มา ดวงตาของเขาก็เกิดประกายของความอิจฉา
เย่ฝานสังเกตเห็นสายตาของจางเซวียน เขารีบเอาแขนกอดสมุนไพรทั้งหมดเอาไว้ “ของฉัน ทั้งหมดนี่เป็ของฉัน”
จางเซวียนดูเย่ฝานพลางหัวเราะฝืนๆ “คุณชายเย่ นายวางใจเถอะ ฉันไม่แย่งของของนายหรอก ต่อให้อยากแย่งยังไง ก็แย่งไม่สำเร็จอยู่ดี!”
เย่ฝานพยักหน้า “ใช่ๆ!!! ถ้านายกล้าแย่ง ฉันจะอัดนายให้เละเลย”
จางเซวียน “…”
เย่ฝานตรวจสอบสมุนไพรอีกครั้ง ในใจเขาเต็มไปด้วยความเบิกบาน “มีสมุนไพรเหล่านี้แล้ว เื่ของไป๋อวิ๋นซีก็ยิ่งมีความหวังยิ่งขึ้น”
“คุณชายเย่ ตกลงจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณชายไป๋กันแน่!” จางเซวียนซักถามด้วยความสงสัย
เย่ฝานกวาดตามองจางเซวียน แล้วตอบว่า “พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก”
โทรศัพท์มือถือของเย่ฝานดังขึ้น เย่ฝานรีบรับสายทันที
“พี่ใหญ่ มีอะไรเหรอครับ?”
เย่ฝานฟังปลายสายอยู่สองสามประโยค ใบหน้าของเขาพลันถอดสี “อาการของอวิ๋นซีกำเริบ? เป็ไปไม่ได้! น่าจะเหลือเวลาอีกระยะหนึ่งนี่ครับ!”
“รู้แล้วครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
จางเซวียนดูเย่ฝานที่ในใจกำลังร้อนเป็ไฟ เขาถามด้วยความระมัดระวัง “คุณชายเย่ เกิดเื่กับคุณชายไป๋หรือ?”
เย่ฝานพยักหน้าพลางตอบ “อืม วันนี้ฉันไม่มีเวลาพูดคุยกับนายแล้ล่ะ เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน”
จางเซวียนพยักหน้ารับคำ แล้วตอบกลับ “ได้...”
……......................................................................................
ไป๋อวิ๋นจิ่นพาตัวไป๋อวิ๋นซีมายังลานจอดรถด้วยความยากลำบาก ทันใดก็เห็นเย่ฝานโผล่ออกมากลางอากาศ แล้วปรากฏตัวเบื้องหน้าของเขา
ไป๋อวิ๋นจิ่นกังวลกับอาการของน้องชายจนไม่ทันได้ใ “เย่ฝาน นายรีบมาดูเร็ว อวิ๋นซีตัวเย็นเป็น้ำแข็งไปหมดแล้ว”
เย่ฝานกอดไป๋อวิ๋นซีไว้ในอก ขมวดคิ้วเข้าหากัน ไป๋อวิ๋นซีสลบไสลไม่ได้สติ
“เกิดอะไรขึ้น? มันไม่น่าจะเร็วขนาดนี้นี่นา! ร่างกายของเขาเหมือนถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่าง วันนี้พวกพี่ไปเจออะไรมาหรือเปล่าครับ” เย่ฝานถามพร้อมกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
ไป๋อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้ว “วันนี้ฉันไปพิพิธภัณฑ์กับอวิ๋นซีมา ที่นั่นมีหินอุกกาบาตสีขาวลูกหนึ่ง พออวิ๋นซีเห็นหินนั้นเข้า เขาก็อาการกำเริบ”
แววตาของเย่ฝานสั่นไหว เขาพูดว่า “บางทีอาจเกิดจากหินอุกกาบาตนั่น วันหลังผมจะต้องไปดูสักหน่อย”
เย่ฝานอุ้มร่างไป๋อวิ๋นซีขึ้นรถไป เขาถ่ายทอดพลังปราณธาตุไฟเข้าสู่ร่างกายของไป๋อวิ๋นซี พลังปราณธาตุไฟที่เย่ฝานถ่ายทอดให้กับอีกฝ่าย เพียงชั่วพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“อวิ๋นซี นายเป็ยังไงบ้าง?” เย่ฝานเห็นไป๋อวิ๋นซีมีสติฟื้นคืนกลับมา จึงถามด้วยความเป็ห่วง
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า แล้วตอบว่า “ไม่เป็ไร”
ไป๋อวิ๋นจิ่นย่นคิ้วเข้าหากัน อากาศก็ไม่ได้หนาวเลย แต่อุณหภูมิในรถกลับต่ำลงอย่างน่าใ ไป๋อวิ๋นจิ่นรู้สึกว่านิ้วมือของเขาเย็นจนจะกลายเป็น้ำแข็ง เขาแทบจะควบคุมพวงมาลัยรถไม่ได้แล้ว
เย่ฝานแปะยันต์ใบหนึ่งไว้บนร่างของไป๋อวิ๋นจิ่น ซึ่งช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บที่เขาต้องเผชิญ
“พี่ใหญ่ขับให้เร็วหน่อยขับ รีบมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของผม” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นจิ่นพยักหน้า แล้วพูดรับคำ “ได้”
พอส่งเย่ฝานกับไป๋อวิ๋นซีกลับถึงบ้าน ไป๋อวิ๋นจิ่นก็ถูกไล่ให้กลับไปทันที
……......................................................................................
ไช่เจิ้นจวิ้นเดินออกจากคฤหาสน์ ก็ได้พบกับหญิงสาวในชุดจีนโบราณสีดำยืนอยู่นอกคฤหาสน์ของเย่ฝาน
คฤหาสน์ของเย่ฝานมักจะมีแขกท่าทางแปลกๆ มาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ไช่เจิ้นจวิ้นจึงชินไปแล้ว
“สาวสวย เธอมาหาใครหรือจ๊ะ!” ไช่เจิ้นจวิ้นถามอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อหญิงสาวในชุดจีนโบราณสีดำหันมา ไช่เจิ้นจวิ้นก็ตกตะลึงในทันใด หล่อนมีใบหน้างดงาม ดูมีเสน่ห์ยั่วยวนใจ ให้ความรู้สึกยากจะบรรยาย พอไช่เจิ้นจวิ้นได้เห็นรูปโฉมของหญิงสาว ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนเป็สำรวมยิ่งขึ้น
“ใครพักอยู่ที่นี่?”
เมื่อหญิงสาวเปล่งเสียง ไช่เจิ้นจวิ้นพลันย่นคิ้วเข้าหากันโดยอัตโนมัติ หญิงสาวมีรูปโฉมงดงาม แต่น้ำเสียงกลับแหบแห้งและหยาบกระด้าง ได้ยินแล้วรู้สึกพิลึกพิลั่นชอบกล
“เป็คู่รักธรรมดาคู่หนึ่ง” ไช่เจิ้นจวิ้นตอบด้วยความคลุมเครือ
หญิงเปล่งเสียงหัวเราะซึ่งแฝงด้วยการเสียดสี “คู่รักธรรมดางั้นหรือ?”
ไช่เจิ้นจวิ้นเกาหัว ในใจของเขาััได้ถึงวิกฤตอันลึกลับบางอย่าง
หญิงสาวมองดูไช่เจิ้นจวิ้น สายตาของหล่อนดูแปลกประหลาด “เ้าเป็อะไร? กลัวข้างั้นหรือ?”
ไช่เจิ้นจวิ้นมองใบหน้าของหญิงสาวที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ในทันใดนั้นเขาก็เกิดความรู้สึกเหมือนมีอสรพิษคืบคลานผ่านเท้าของเขาไป
“จะเป็ไปได้ยังไงกัน?” ไช่เจิ้นจวิ้นฝืนใจตอบ
“เ้าชอบข้าไหม? อยากครองคู่กับข้าหรือไม่?” หญิงสาวถาม
ไช่เจิ้นจวิ้นตกตะลึงในคำถาม เขาเบิกตากว้างอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ หญิงสาวคนนี้ทอดสะพานเกินงามไปหรือเปล่า เพิ่งพบกันครั้งแรก ก็พูดเื่ครองคู่เสียแล้ว “ไม่ๆๆ ฉันมีแฟนอยู่แล้ว!”
“ถ้าเช่นนั้นแสดงว่าเ้าไม่ชอบข้า?”
ได้ยินน้ำเสียงของหญิงสาวที่แฝงไว้ด้วยความอํามหิต ไช่เจิ้นจวิ้นหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบตอบ “เธอสวยมาก แต่ฉันมีแฟนแล้ว...”
“ทิ้งหล่อนซะ!”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…” แต่งงานก็ยังไม่ได้แต่งเลย แล้วจะให้เขาทิ้งแฟนสาวได้ยังไง
“ไม่ยอมหรือ?” หญิงสาวพูดด้วยความไม่พอใจ
“ฉันและแฟนของฉันพวกเรายังรักกันดี ตอนนี้ฉันยังไม่อยากเปลี่ยนคน”
“พูดดีๆ ไม่ชอบ ต้องให้ข้าลงมือใช่ไหม!” หญิงสาวยื่นมือออกมาอย่างรวดเร็ว หวังจะบีบคอของไช่เจิ้นจวิ้น
ไช่เจิ้นจวิ้นใจนเหงื่อแตกไปทั้งตัว หยกคุ้มภัยบนร่างของเขาเปล่งแสงออกมา ขัดขวางการโจมตีของหญิงสาวชุดดำ
แรงสะท้อนทำให้ไช่เจิ้นจวิ้นล้มลง ตัวของเขากลิ้งไปกับพื้นอยู่หลายรอบจนสะบักสะบอม
“ช่างเป็พลังที่น่ารังเกียจเสียจริง เ้ากับเ้าของบ้านนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร”
ไช่เจิ้นจวิ้นกลัวจนปากสั่น ใจนขวัญหนีดีฝ่อ
พลันเกิดสายฟ้าผ่าลงไปยังร่างของหญิงสาว หล่อนผละออกจากไช่เจิ้นจวิ้น แล้วรีบหลบการโจมตี!
ไช่เจิ้นจวิ้นหันกลับไปดูหญิงสาวในชุดดำอีกครั้ง ทำให้เขาตกตะลึงเหมือนิญญาจะหลุดออกจากร่าง หญิงสาวรูปโฉมงดงาม กลับกลายเป็ร่างของผีดิบน่าสยดสยอง
“รีบถอยออกมาสิ! แม้แต่ผีดิบพันปีก็กล้าจีบ! นายนี่มันใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ!” เย่ฝานพูดด้วยความเ็า
ไช่เจิ้นจวิ้น “…” ฟ้าดินเป็พยาน เขาแค่จะเข้าไปทักทายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะจีบเลย ให้ตายสิ ผีดิบตนนี้ร้ายกาจจริงๆ กลางวันแสกๆ ยังกล้าโผล่ออกมา
ไช่เจิ้นจวิ้นอยากจะวิ่งหนี แต่กลับพบว่าขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยไปหมด ไม่มีแรงจะก้าวขาออกไป นาทีนั้นไช่เจิ้นจวิ้นเกิดความคิดสั้น ที่อยากจะพุ่งชนกำแพงขึ้นมา
……..........................................................................
“องค์หญิงผู้สูงศักดิ์เหตุใดจึงมาถึงที่นี่ได้?” เย่ฝานถามด้วยสีหน้าตึงเครียด
“ก็มาหาพระสวามีของข้ายังไงล่ะ!”
“สิบแปดคนในสุสานนั่นยังไม่เพียงพออีกหรือไง?”
“พวกนั้นจะเทียบกับคนที่อยู่ในบ้านเ้าได้อย่างไรกัน! กลิ่นอายนั่นช่างหอมหวานเสียเหลือเกิน!” องค์หญิงผีดิบพูดด้วยความกระหาย
เย่ฝานขมวดคิ้ว ร่างเทียนหยินของไป๋อวิ๋นซีปะทุขึ้นแล้ว จึงดึงดูดภูตร้ายและผีดิบเข้ามาใกล้ เย่ฝานได้พิจารณาถึงจุดนี้ หลายวันก่อนเขาจึงตั้งค่ายกลล้อมคฤหาสน์ไว้ ทว่าค่ายกลนี้สามารถป้องกันได้เพียงผีเล็กผีน้อยเท่านั้น แต่สำหรับผีดิบพันปีอย่างองค์หญิงผีดิบค่ายกลนี้คงจะไม่เป็ผล
“ปัญญาอ่อนน่า เขาเป็เมียของฉัน พวกเราเพิ่งจะหมั้นกัน แล้วจะเป็สวามีของเ้าได้ยังไง!” เย่ฝานพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้าฆ่าเ้าตายซะ เขาก็เป็ของข้า” องค์หญิงผีดิบหัวเราะเยาะด้วยความเยือกเย็น
“นังโง่เอ๊ย ฉันไม่ไปหาแก แต่แกกลับมาหาฉัน ในเมื่อรนหาที่ตาย จะโทษฉันไม่ได้นะ” เย่ฝานมีสีหน้าบึ้งตึง
เย่ฝานวางแผนไว้แล้ว หากระดับพลังปราณของเขาสูงขึ้น เขาจะกลับไปประมือกับองค์หญิงผีดิบ แต่คาดไม่ถึงว่าหล่อนจะเป็ฝ่ายมาหาเขาเสียเอง หากเปรียบเทียบกับการพบกันในครั้งที่แล้ว กลิ่นอายปีศาจบนร่างของหล่อนเข้มข้นขึ้นมาก ทว่าที่หล่อนกล้าปรากฏตัวอีกครั้ง คงจะคิดว่าเขาไม่มีอะไรให้หล่อนต้องกลัวนั่นเอง
“ฝีมืออย่างเ้าน่ะหรือ ครั้งก่อนข้าเพิ่งจะคืนชีพ พลังของข้ายังไม่มั่นคง ทำให้เ้าหนีรอดไปได้ ครั้งนี้เ้าคิดว่าเ้าจะหนีพ้นไหม?” องค์หญิงผีดิบพูดด้วยความโกรธแค้น
เย่ฝานหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย เขาคิดในใจว่า “ความทรงจำที่องค์หญิงผีดิบตนนี้มีต่อเขา ยังหยุดอยู่ที่หลายเดือนก่อน หล่อนไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาไม่ใช่ไก่อ่อนดังเช่นหลายเดือนก่อน”
เย่ฝานแสดงอารมณ์ดุร้ายออกมา แล้วพูดด้วยความเกรี้ยวกราด “พวกแกอย่าประมาทความสามารถของฉันเชียวนะ คิดว่าฉันเป็แมวน้อยหรือยังไง”
เย่ฝานกลอกตามองไปทุกทิศทาง นอกจากองค์หญิงผีดิบแล้ว รอบๆ ยังมีภูตผีไม่น้อยที่กำลังซุ่มดูหวังฉวยโอกาส มันน่าโมโหเสียจริงๆ
“ฉันตามจีบเมียของฉันด้วยความยากลำบากกว่าจะได้อยู่ด้วยกัน แต่กลับมีคนมากมายคิดจะแย่งไป เกินไปแล้วจริงๆ แต่เอาเถอะ วันนี้ฉันจะฆ่าให้เรียบเลย ให้พวกแกได้เห็นว่าใครหน้าไหนก็มาแย่งคนรักของฉันไปไม่ได้”
องค์หญิงผีดิบรู้สึกถึงพลังของเย่ฝานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของหล่อนเปลี่ยนไปทันที “เ้าคิดจะทำอะไร? เ้าเก่งกาจขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน! มีอะไรพูดกันดีๆ ก็ได้นะ”
“สายฟ้าฟาดจงมา!” เย่ฝานดีดนิ้วเพียงหนึ่งครั้ง ค่ายกลเจ็ดสายฟ้าที่ถูกตั้งไว้รอบคฤหาสน์ก็ถูกกระตุ้น สายฟ้าฟาดทั้งหลายโหมซัดจนมืดฟ้ามัวดิน
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องต่อเนื่องอยู่ครึ่งชั่วโมง บริเวณคฤหาสน์ของเย่ฝานมืดมนราวกับเข้าสู่วันโลกาวินาศ
องค์หญิงผีดิบถูกสายฟ้าฟาดจนมลายกลายเป็จุณ ภูตผีที่ถูกร่างเทียนหยินของไป๋อวิ๋นซีดึงดูดมาก็หนีไม่พ้นชะตากรรมในครั้งนี้ พวกที่หนีรอดไปได้ก็ใจนไม่เหลือสภาพของผี
…….................................................................................
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนหนึ่งหลบอยู่ในห้องรักษาความปลอดภัย พวกเขาพากันกระซิบกระซาบ “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้อากาศจะแจ่มใสนี่นา!”
“ก็ใช่น่ะสิ! ทำไมฉันรู้สึกว่ามีแต่บริเวณนี้ที่มีฟ้าแลบฟ้าร้องนะ!”
“ฉันรู้สึกว่าสายฟ้าแลบที่ว่ามันกระจุกอยู่ที่คฤหาสน์หลังที่สิบแปด”
“นายหมายถึงคฤหาสน์ผีสิงหลังนั้นน่ะเหรอ! หรือไม่ใช่เพราะว่าบ้านหลังนั้นมีผีเยอะเกินไปหรือเปล่า ์เบื้องบนถึงได้ปล่อยสายฟ้าฟาดลงมาลงมาทำลายพวกมันน่ะ!”
“แต่ว่าคฤหาสน์หลังนั้น ตอนนี้มีคนเข้าไปอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ!”
…….................................................................................
ไป๋อวิ๋นเฟยมองไปทางคฤหาสน์ของเย่ฝาน แล้วพูดว่า “ตรงคฤหาสน์ของเย่ฝานเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้! กลางวันแสกๆ กลับมีฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนสักเม็ดก็ไม่มี”
ไป๋อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน!” หลังจากที่ส่งไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝานถึงคฤหาสน์ เขาก็โดนเย่ฝานไล่ออกมา
ไช่เจิ้นจวิ้นวิ่งออกมาจากคฤหาสน์ของเย่ฝานอย่างลนลาน ด้วยใบหน้าซีดเผือด
ไป๋อวิ๋นจิ่นเห็นเข้าพอดี จึงรีบเปิดประตูรถ แล้วดึงเขาเข้ามาในรถ
“คุณชายไช่ นายเป็อะไรไปน่ะ?” ไป๋อวิ๋นเฟยถาม
“มีผีๆ! ไม่ใช่... ไม่ใช่ผี แต่เป็ผีดิบ!” ไช่เจิ้นจวิ้นพูดด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ไป๋อวิ๋นเฟยดูไช่เจิ้นจวิ้นแล้วถามต่อ “ผีดิบยังไง?”
ไช่เจิ้นจวิ้นรวบรวมสติ แล้วพูดว่า “เย่ฝานเรียกมันว่าองค์หญิง?”
“ผีดิบพันปีตนนั้นน่ะเหรอ?” ไป๋อวิ๋นเฟยอดตกตะลึงไม่ได้
ไช่เจิ้นจวิ้นมองไป๋อวิ๋นเฟยด้วยความประหลาดใจพลางถาม “คุณหนูไป๋! คุณก็รู้เื่นี้เหรอ ทำไมคุณถึงรู้ล่ะ หรือว่าคุณเคยเห็นมันเหมือนกัน?”
“ฉันไม่เคยเห็น แต่เคยได้ยินคุณตาเล่าให้ฟัง ผีดิบนั่นไปหาเย่ฝานงั้นเหรอ”
ไช่เจิ้นจวิ้นพยักหน้าตอบ “ใช่ครับ”
“แล้วสุดท้ายเป็ยังไง?” ไป๋อวิ๋นเฟยถามด้วยความกังวล
ไช่เจิ้นจวิ้นหัวเราะเขินๆ แล้วตอบว่า “คุณชายเย่ให้ผมออกมา ผมก็เลยออกมา”
ไป๋อวิ๋นเฟย “…”
หลังจากไฟดับไปหนึ่งชั่วโมง ไป๋อวิ๋นจิ่นรวบรวมความกล้าเดินไปทางคฤหาสน์ของเย่ฝาน แต่หล่อนกลับหาตำแหน่งของคฤหาสน์ไม่เจอ
ไป๋อวิ๋นจิ่นดึงแขนของไป๋อวิ๋นเฟยเอาไว้ “พวกเราไปกันเถอะ เราน่าจะถูกผีพรางตาเข้าให้แล้ว”
ไป๋อวิ๋นเฟยกัดฟันกรอดพลางพูด “ช่างเถอะ” เื่แบบนี้ก็คงมีแต่เย่ฝานเท่านั้นที่แก้ไขได้ ถึงพวกเขาจะรีบร้อนแค่ไหน ก็คงจะช่วยอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้
