เสียนเฟยอดไม่ได้ที่จะใ กระทั่งยื่นมือออกไปแตะบนศีรษะของตนบริเวณที่เคยปักปิ่นเอาไว้ พลันสีหน้าซีดขาว “เป็เช่นนี้ไปได้อย่างไร? เมื่อครู่เปิ่นกงยังประดับปิ่นอยู่เลย! เหตุใดจึงหายไปแล้ว?”
นางข้าหลวงเองก็ก้มหน้ามองไปรอบๆ สุดท้ายจึงเดินมาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย “เหนียงเหนียงเพคะ บ่าวได้ลองหาดูในสวนบุปผาแล้ว ไม่เห็นปิ่นของเหนียงเหนียงเลยเพคะ เหนียงเหนียงโปรดคิดดูให้ดีอีกที ได้ทำตกไว้ที่อื่นหรือไม่เพคะ?”
“ไร้สาระ! นั่นเป็ของรักของเปิ่นกงที่ฝ่าาประทานให้ด้วยตนเอง ตลอดมาเปิ่นกงก็ไม่ยอมให้อยู่ห่างกายแม้เพียงนิด จะทำตกไปได้อย่างไร?” ในใจของเสียนเฟยนึกย้อนกลับไป ปิ่นเล่มนั้นมีความหมายสำหรับนางมาก นางระมัดระวังมาโดยตลอด วันนี้เหตุใดอยู่ดีๆ จึงหายไปได้?
“เร็วเข้า หาอีกรอบ! จะต้องหาปิ่นของเปิ่นกงกลับมาให้ได้!” น้ำเสียงของเสียนเฟยสั่นเล็กน้อยอย่างระงับไม่อยู่
ในตอนนี้เองซีเยว่ได้พบกับรัชทายาทตงฟางซวี่ในสวนบุปผาหลวงโดยบังเอิญ ในใจจึงเกิดความยินดีขึ้นมาโดยพลัน กระทั่งรีบเดินเข้าไปหา
“เฉินเชี่ยถวายพระพรรัชทายาทเพคะ!” ซีเยว่พยายามแสดงเสน่ห์อันเป็เอกลักษณ์ของตนเองต่อหน้าตงฟางซวี่อย่างสุดความสามารถ นางมีความมั่นใจอย่างลึกล้ำว่าตงฟางซวี่จะต้องค่อยๆ สนใจใบหน้าอันงดงามนี้ของตนเป็แน่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้นางคิดไม่ถึงก็คือ ตงฟางซวี่ในยามนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่านางจะเผยตนเองต่อหน้าเขาอย่างไร แต่เขากลับไม่แม้แต่จะมองนาง องคาพยพทั้งห้าที่หล่อเหลางดงามไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย กระทั่งในดวงตาสีดำราวหมึกก็เจือไปด้วยความไม่พอใจอย่างเต็มเปี่ยม
ตงฟางซวี่ไม่คิดอยากจะเจอซีเยว่ เนื่องจากทุกครั้งที่ได้พบนาง มักจะทำให้เขาคิดถึงคำพูดอันยาวยืดที่อวิ๋นซูคิดเพื่อเขาทุกอย่าง ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังที่เขามีต่อตนเองอย่างลึกล้ำ
ซีเยว่ขมวดคิ้วน้อยๆ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ รอยยิ้มบนใบหน้าประดุจดั่งดอกไม้งาม “ฝ่าา ตอนนี้หม่อมฉันเป็พระชายาของท่าน เหตุใดทุกครั้งที่ฝ่าาพบหม่อมฉัน ต้องแสดงท่าทางเช่นนี้ด้วย หรือเป็เพราะหม่อมฉันไม่งามมากพอเพคะ?”
ดวงตาของตงฟางซวี่ยังคงเย็นะเื ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย แต่ยังคงตัดสินใจว่าจะไม่สนใจคนตรงหน้า จึงยกเท้าเบี่ยงตัวเดินจากไป
ซีเยว่ได้รับความเ็าอีกครั้ง ในใจยิ่งรู้สึกสับสน ในตอนที่นางเตรียมจะไล่ตามบุรุษร่างสูงตรงหน้าไปนั้น พบว่าบริเวณไม่ไกล เสียนเฟยและนางข้าหลวงผู้นั้นกำลังเดินหาบางอย่างตามทางที่พวกนางเคยเดินก่อนหน้านี้
ในตอนนี้เสียนเฟยเองก็เห็นรัชทายาทและซีเยว่ภายในสวนบุปผาหลวงแล้ว จึงกล่าวถามออกมา “ไม่ทราบว่าเมื่อครู่นี้องค์หญิงซีเยว่เห็นปิ่นของเปิ่นกงหรือไม่?”
บนใบหน้าของซีเยว่ปรากฏความแปลกใจออกมา “ข้าองค์หญิงไม่เคยเห็นปิ่นของเหนียงเหนียงเลยเพคะ”
“นี่...นี่ช่างแปลกจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่นี้ปิ่นยังอยู่บนศีรษะของเปิ่นกงดีๆ” เสียนเฟยอดไม่ได้ที่จะร้อนรนดุจไฟแผดเผา
“เหนียงเหนียงอย่าร้อนใจไป มิสู้เหนียงเหนียงลองคิดดูอีกครั้งดีหรือไม่เพคะ?” ซีเยว่กล่าวปลอบโยนเสียงเบา
ในตอนนี้เอง ตงฟางซวี่สังเกตเห็นถึงประกายระยิบระยับบนแขนเสื้อของซีเยว่ พริบตานั้นเขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แล้วค่อยๆ ยื่นมือออกไป
ทว่ายังไม่ทันได้แตะถูกประกายอันสะดุดตานั้น ซีเยว่ก็ใจนถอยหลังออกไปเนื่องจากใกับการกระทำอันกะทันหันของเขา
เพราะการกระทำอันฉับพลันนี้เอง ปิ่นที่เกี่ยวอยู่บนแขนเสื้อมาโดยตลอดจึงตกลงสู่พื้น
เสียงใสดังขึ้นหลังจากที่ปิ่นตกสู่พื้นในพริบตา ดังแว่วเข้าสู่โสตประสาท ทำให้เสียนเฟยมองไปตามเสียง ทันใดนั้นจึงกล่าวออกมาอย่างใ “ปิ่นของเปิ่นกง!”
คิดไม่ถึงว่าซีเยว่ในตอนนี้จะเกิดความตึงเครียดจนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว จนกระทั่งเท้าของนางเหยียบลงบนปิ่นทองเล่มนั้นของเสียนเฟย!
ชั่วขณะนั้นรอบข้างพลันเกิดความเงียบ สถานการณ์กลายเป็อึดอัดขึ้นมา
เสียนเฟยมองไปยังซีเยว่อย่างยากที่จะเชื่อ สีหน้าค่อยๆ กลายเป็เขียวคล้ำ
ซีเยว่ ได้สติกลับมา จึงรีบกล่าวออกไปอย่างระมัดระวัง “เสียนเฟยหมายความว่าอย่างไรเพคะ ปิ่นนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับองค์หญิงอย่างข้า!”
หรือนางคิดว่าตนเองขโมยปิ่นของนางไปหรือ? แต่ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่าปิ่นนี้ตกลงมาจากนาง เช่นนี้ควรจะอธิบายอย่างไรดี?
ซีเยว่พลันรู้สึกน้ำท่วมปาก สายตามองไปยังตงฟางซวี่ที่อยู่ด้านข้างอย่างขอความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามบนใบหน้าของตงฟางซวี่ในยามนี้กลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนัก มีเพียงท่าทีราวกับกำลังรอชมเื่สนุก
นั่นเป็ปิ่นที่ฝ่าาประทานให้นางเชียว อารมณ์ของเสียนเฟยราวกับมีคำนี้เขียนแปะอยู่บนใบหน้า แต่อีกฝ่ายเป็ถึงองค์หญิงของแคว้นอี้ จึงทำได้เพียงอดกลั้นความโกรธเอาไว้
ไกลออกไป อวิ๋นซูมองเหตุการณ์นี้ด้วยรอยยิ้มบางเบา
ตอนนี้ซีเยว่คงทราบถึงรสชาติของการถูกใส่ร้ายแล้วกระมัง?
นางไม่รั้งอยู่อีกต่อไป หันกายเดินไปจากสถานที่แห่งนี้ อาภรณ์อันงดงามปลิวเบาๆ ไปตามสายลม สุดท้ายจึงหายไปจากส่วนลึกของระเบียงทางเดินยาวเหยียดอันงดงามนั้น
ตงฟางซวี่สังเกตเห็นถึงชายอาภรณ์อันคุ้นเคยได้อย่างฉับไว ดวงตาสีดำดุจหมึกพลันหดเกร็ง เกิดความสงสัยบางอย่าง จึงรีบสะบัดชายเสื้อเดินตามไปโดยไม่สนใจซีเยว่และเสียนเฟยที่นี่อีก
อย่างไรก็ตาม ใน่เวลาเพียงพริบตาเดียว สตรีผู้นั้นก็ไม่หลงเหลือแม้แต่เงา
ดวงจันทร์ฉ่ำเย็นดุจสายน้ำ แสงสีเงินตกสะท้อน ประกายส่องสว่างะโโลดเต้นท่ามกลางตำหนักอันสง่างามในพระราชวัง แสงจันทราบางส่วนสาดส่องเข้าไปตามหน้าต่างที่เปิดออกของตำหนัก เกิดเป็เงาร่างอันขมุกขมัว ดอกเตี๋ยหลานสีม่วงกระถางหนึ่งกำลังหลับใหล ภายในตำหนักมีกลิ่นหอมของดอกไม้ตลบอบอวล
จมูกสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ องค์หญิงซีเยว่นอนอยู่บนเตียงพลิกตัวไปมายากจะหลับใหล คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อยู่ตลอด
นางรู้สึกว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย นางจะมีความสัมพันธ์กับคนผู้นั้นหรือไม่ หากเป็เช่นนี้ จะสามารถหาสิ่งที่พวกเขาตามหามาตลอดพบหรือไม่?
แต่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่เป็คนของตระกูลอวิ๋นหรือไม่
ซีเยว่เงยหน้าขึ้นมองออกไปยังดวงดาวบนท้องฟ้านอกหน้าต่าง ดวงดาวยามค่ำคืนร้อยเรียงกันอยู่ท่ามกลางทางช้างเผือกที่ทอดยาวตามขวาง ส่องประกายระยิบระยับ ภายในห้องเกิดเสียงถอนใจเบาๆ จนมิอาจสังเกตเห็น บุคคลบนเตียงค่อยๆ จมลึกเข้าไปในห้วงความคิด...
ท้องฟ้าสว่างแล้ว นางข้าหลวงกำลังปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงซีเยว่อาบน้ำแต่งตัว ซินหลานยืนอยู่เื้ัทำผมให้แก่นาง “องค์หญิงเหมาะสมกับทรงเมฆาเหินเป็ที่สุด โดดเด่นไม่ธรรมดามากเพคะ”
ซีเยว่ได้ยินดังนั้นก็ทำเพียงฉีกยิ้มที่มุมปากเบาๆ ทว่าใบหน้ากลับไม่ได้มีอารมณ์ยิ้มแย้ม จ้องมองไปยังกระจกตรงหน้า ไม่ได้นอนมาทั้งคืนจะโดดเด่นอย่างไร กระทั่งความอ่อนล้าบริเวณดวงตายังปิดซ่อนไว้ไม่มิด
ในขณะที่ซินหลานกำลังประดับลูกปัดมุกบนมวยผมให้แ่านั้น ซีเยว่ก็ปรายตามองไปยังทิศทางของประตูแล้วเอ่ยถามซินหลานที่อยู่ด้านหลัง “ส่งคนไปหาแล้วหรือไม่?”
ซินหลานมองไปรอบๆ นางข้าหลวงตัวน้อยหลายคนในตำหนักต่างกำลังปฏิบัติหน้าที่ในมืออย่างจริงจัง เมื่อเห็นดังนั้นจึงค้อมกายลงไปกระซิบข้างหูของซีเยว่ “องค์หญิงโปรดวางใจเพคะ บ่าวได้คัดเลือกสาวใช้คนหนึ่งที่มาจากแคว้นของพวกเราไปหาคนแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นจะพาคนไปที่ห้องทางทิศตะวันตกของตำหนักข้างเพคะ”
องค์หญิงซีเยว่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ ซินหลานกระทำเื่ใดๆ นางไม่ค่อยวางใจนัก เมื่อคืนหลังจากที่คิดอยู่นาน นางจึงนึกขึ้นได้ว่าในตอนที่เสียนเฟยคลอดยาก เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ที่ทำคลอดให้ ดังนั้นจึงได้ส่งคนไปสอบถามนางผดุงครรภ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่อย่างไรเสียนี่ก็เป็เื่ของวังหลังแห่งแคว้นเฉิน หากว่านางซึ่งเป็องค์หญิงแคว้นอี้ที่มาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กล่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันจะเป็เปิดเผยจนเกินไป จึงคิดจะกระทำการเงียบๆ หลบซ่อนจากสายตาผู้คน
เพียงไม่นาน สาวใช้ที่ถูกส่งไปตามหาคนก็เดินเข้ามา ซีเยว่เข้าใจกระจ่างจึงพาซินหลานที่อยู่ข้างหลังออกไปจากตำหนักใหญ่ด้วยกัน เลี้ยวซ้ายเดินผ่านต้นไห่ถังหน้าตำหนักและเลี้ยวเข้าไปยังห้องทิศตะวันตกของตำหนักข้าง
ภายในตำหนักข้าง นางผดุงครรภ์ในอาภรณ์สีเทาหลุบตาก้มหน้า นั่งรออย่างสงบอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็ลงจากเก้าอี้ ค้อมกายคารวะ “บ่าวถวายพระพรองค์หญิงซีเยว่เพคะ”
“แม่นมลุกขึ้นพูดเถิด” ซินหลานเห็นแม่นมผู้นี้เดินมาจากข้างหลัง คุกเข่าลงไม่กล้ายืนขึ้น จึงประคองไปนั่งบนเก้าอี้ แม่นมไม่ยอมนั่ง ยืนยันว่าจะยืน นางจึงแย้มยิ้มและถอยกลับไปอยู่ด้านหลังของซีเยว่
“ความจริงแล้วเปิ่นกงตามแม่นมมาก็ไม่มีเื่ใหญ่อะไร เพียงแต่ระยะนี้เบื่อหน่ายยิ่งนัก ได้ยินเื่เล็กน้อยเกี่ยวกับเ้านายในวังมาบ้าง ได้ยินว่าไม่นานมานี้เสียนเฟยคลอดยากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็หย่งจี๋เสี้ยนจู่ที่ช่วยทำคลอดให้จึงสามารถรักษาชีวิตสองคนแม่ลูกมาได้เช่นนั้นหรือ?” ซีเยว่นั่งลงในตำแหน่งประธาน พูดจาอ่อนโยน ราวกับเป็เพียงการสนทนาของนายบ่าวในยามว่างเท่านั้น
หลังจากวันนั้นเื่นี้ก็ได้ลือกันไปทั่วทั้งวัง แม่นมได้ยินคำพูดขององค์หญิงซีเยว่ พลันรู้สึกว่าองค์หญิงซีเยว่เบื้องหน้าดูท่าทางจะไม่เหมือนดังเช่นคำเล่าลือที่ว่าชอบทำตัวสูงส่ง แต่กลับปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็กันเอง คิดว่านางก็คงว่างจนไม่มีอะไรทำเพียงเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้แก่นางอย่างละเอียด เมื่อเล่าจนจบยังพูดออกมาประโยคหนึ่งด้วยความหวาดผวาว่า “บ่าวทำคลอดมาแล้วครึ่งชีวิต ยังเป็ครั้งแรกที่ได้พบเห็นหมอตำแยผ่าท้องนำเด็กออกมาทั้งเป็ ภาพของก้อนเนื้อสีขาวถูกแหวกออกและเืสดๆ ไหลท่วมนั้น ชั่วชีวิตนี้ของบ่าวจดจำได้ชัดเจนยิ่งเพคะ ”
กล่าวจบก็ราวกับย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อตอนนั้น แม่นมกลืนน้ำลายลงไปโดยไม่รู้ตัว จากนั้นกล่าวอย่างทอดถอนใจ “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ช่างเป็คนที่พิเศษหาใดเปรียบจริงๆ”
วิธีผ่าท้อง! ในส่วนลึกของจิตใจขององค์หญิงซีเยว่ตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง วิธีการเช่นนี้นางเคยพบในวิชาแพทย์ตระกูลอวิ๋นเท่านั้น และในตระกูลอวิ๋นก็ไม่เคยมีคนลองใช้วิธีเช่นนี้มาก่อน
นางแสร้งทำสีหน้าเลื่อมใสแล้วกล่าวว่า “หือ? ได้ยินเช่นนี้แล้ว เสี้ยนจู่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ” จากนั้นจึงถามเปลี่ยนเื่ “เช่นนั้นแม่นมยังจำได้หรือไม่ว่าวันนั้นหย่งจี๋เสี้ยนจู่ได้พูดอย่างอื่นหรือไม่? อย่างเช่น นางมีวิชาแพทย์อันมหัศจรรย์นี้ได้อย่างไร?”
แม่นมส่ายศีรษะ “ไม่ได้กล่าวเพคะ นอกจากหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะทำคลอดให้เหนียงเหนียงแล้ว ั้แ่ต้นจนจบก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เอ่ยคำใด เป็บ่าวที่เป็ลูกมืออยู่ข้างๆ โดยตลอด สั่งให้นางข้าหลวงคอยช่วยเหลือ” เมื่อกล่าวจบสีหน้าก็อดไม่ได้ที่จะประดับไปด้วยความภาคภูมิใจ หลังจากเื่นั้นนางก็ได้รับรางวัลไม่น้อย
ซีเยว่เห็นว่าไม่มีเื่อันใดจะเอ่ยถามได้อีก จึงโบกมือให้ซินหลานนำคนออกไป ส่วนตนเองก็นั่งอยู่ในตำหนักเพียงลำพังจมลงสู่การใคร่ครวญอีกครั้งหนึ่ง เหตุใดหลิ่วอวิ๋นซูจึงได้เข้าใจวิธีการผ่าท้องเช่นนี้ได้ เป็เพราะบังเอิญหรือเป็เพราะมีความสัมพันธ์กับคนผู้นั้นเช่นที่นางคิดจริงๆ…
ดูท่าแล้วเื่นี้จำเป็ต้องส่งคนกลับไปทูลฮองเฮาที่แคว้นอี้ให้ทำการตัดสินใจอีกครั้งเสียแล้ว
ดวงอาทิตย์ยามเช้าโผล่ขึ้น เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วหลายวัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในจวนชางหรงโหวสงบเงียบราวกับไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น ทุกคนภายในจวนยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบ
ภายในเรือนไผ่ อาการาเ็ของสาวใช้ทั้งสามคนค่อยๆ ดีขึ้น อวิ๋นซูให้พวกนางทั้งสามอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน โดยจัดให้อยู่ในห้องติดกับห้องนอนของตนเพื่อง่ายต่อการดูแล งานทำความสะอาดในเรือนล้วนยกให้สาวใช้สามคนที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งมาเป็ผู้รับผิดชอบ
เช้าวันนี้อวิ๋นซูไปเปลี่ยนยาให้คนทั้งสามที่ห้องข้างๆ ด้วยตนเอง หลังจากที่ตรวจสอบอาการาเ็แล้วก็กลับมาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งในห้องของตน นั่งลงที่ตั่งหวายข้างหน้าต่าง หลังจากที่สาวใช้ที่มาใหม่หลายคนเก็บกวาดห้องจนสะอาดแล้วก็ปิดประตูห้องเดินออกไป หากไม่มีเื่ก็ไม่กล้าเข้ามารบกวน
ในขณะที่สาวใช้เสี่ยวชุ่ยกำลังถือไม้กวาดคอยกวาดถนนหินภายในเรือนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าบางเบาเสียงหนึ่งดังเข้ามา รองเท้าปักของสาวใช้ปรากฏสู่เบื้องหน้าสายตา เมื่อเงยขึ้นมองพบว่าไม่ใช่คุณหนูของจวนโหว จากนั้นจึงเห็นว่าผู้มาเยือนถอยหลังไปหนึ่งก้าวและทำความเคารพนางน้อยๆ “พี่สาวท่านนี้ ข้าคือซินหลาน สาวใช้ขององค์หญิงซีเยว่เ้าค่ะ”
“เอ๋ มีเื่อะไรหรือเ้าคะ?” เสี่ยวชุ่ยได้ยินก็วางไม้กวาดในมือลงเดินเข้าไปสำรวจคนตรงหน้า
หรือนางจะเป็สาวใช้ขององค์หญิงที่ทำร้ายพี่สาวอวี้เอ๋อร์ทั้งสามจนาเ็? วันนี้ไม่ได้แต่งกายงดงามหรูหรา ท่าทางก็เคารพนอบน้อมเช่นนี้ เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะไม่ได้มาดี เมื่อคิดเช่นนี้ เสี่ยวชุ่ยจึงคารวะซินหลานเช่นเดียวกัน การพูดการจายิ่งเพิ่มความระมัดระวังขึ้นหลายส่วน “คุณหนูของพวกเราอยู่ในห้องเ้าค่ะ หากมีธุระข้าจะพาท่านไปพบนางโดยตรง” กล่าวจบก็เบี่ยงกายครึ่งหนึ่งเชิญให้ซินหลานเดินไปข้างหน้า
“ไม่...ไม่ต้อง” ซินหลานได้ยินว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่อยู่ในห้องด้านหน้าก็อดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรง กล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพถ่อมตัว “พี่สาวช่วยนำข่าวไปบอกเสี้ยนจู่ด้วยเ้าค่ะ ว่าองค์หญิงซีเยว่้าพบหย่งจี๋เสี้ยนจู่ วันนี้สามารถรออยู่ในวังได้ทั้งวัน”
ในขณะที่กล่าว สายตาของนางก็กวาดมองไปยังหน้าต่างที่เปิดอยู่ของห้องด้านหน้าโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นพลันรู้สึกเหมือนมีดวงตาอันเปล่งประกายคู่หนึ่งด้านหลังหน้าต่างกำลังมองมา จึงรีบก้มหน้ากล่าวลาสาวใช้เบื้องหน้า คารวะไปทางห้องนั้นครั้งหนึ่งแล้วหมุนกายเดินจากไปโดยไม่รั้งรอ
