เฟิ่งสือจิ่นเดินเข้าไปหาหลิวอวิ๋นชูทั้งสองเดินไปข้างหน้าพร้อมกันโดยไม่จำเป็ต้องนัดหมายนางพบว่าหลิวอวิ๋นชูจูงม้ามาด้วยแต่กลับไม่ขี่ม้า จึงถามขึ้น“เ้าจูงม้ามาด้วยทำไม?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ครั้งก่อนเ้ายังเอากระต่ายไปด้วยเลยครั้งนี้ข้าเอาม้าไปด้วยไม่ได้หรือไง?”
“ทำไมถึงไม่ขี่ล่ะ?”
“ม้าบางตัวมีไว้ขี่ แต่ม้าบางตัวมีไว้เป็ของเสริมความหล่อเหลาเท่านั้นเ้าไม่คิดว่าข้าจูงม้าแบบนี้แล้วดูเท่ขึ้นเยอะเลยหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้าอย่างงงๆ “หล่อจนไม่มีใครกล้าคบเลยล่ะ”
“พูดบ้าๆ เ้าไงที่คบข้า พวกเราเป็เพื่อนกันไม่ใช่หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางพูดอย่างขบขัน“ข้าหมายถึงคนอื่นนอกจากข้าต่างหาก”
เมื่อไปถึงจุดหมาย หลิวอวิ๋นชูก็ผูกม้าเอาไว้หน้าร้านแล้วสั่งให้พนักงานของร้านช่วยดูม้าให้เมื่อทำเสร็จจึงเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับเฟิ่งสือจิ่นก่อนจะสั่งทั้งเนื้อย่างและสุรามาที่โต๊ะ
นอกจากอากาศร้อนจะไม่ทำให้ลูกค้าภายในร้านลดลงแล้วกลับยังทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเสียอีก คนที่มากินเนื้อย่างในร้าน มาจากทุกที่และทุกอาชีพเลยทีเดียวผู้ชายบางคนถึงขั้นเข้าร้านในชุดเปลือยกายท่อนบนคล้ายเตรียมจะกินอาหารให้หนำใจเช่นนั้น
เนื้อและสุราเป็สหายคู่ใจของมนุษย์โดยแท้
เฟิ่งสือจิ่นเห็นหลิวอวิ๋นชูสั่งสุรามาไม่น้อยจึงพูดขึ้น“กินเนื้อเยอะได้ตามสบาย แต่สุรา ดื่มให้น้อยลงหน่อยดีไหม?”
หลิวอวิ๋นชูยืนยันว่าจะดื่ม แถมยังมองเขม่นเฟิ่งสือจิ่น“ใครไม่ดื่มไม่ใช่เพื่อนแท้! มาหมดจอก!”
เฟิ่งสือจิ่นห้ามไม่ได้ นางคิดว่าหลิวอวิ๋นชูอาจจะมีเื่กลุ้มใจมากมายจึงยืนยันว่าจะดื่มสุราเช่นนี้ เขาเป็คนรักศักดิ์ศรี หากไม่อาศัยความกล้าจากสุราเกรงว่าคงจะไม่กล้าระบายความอัดอั้นในใจออกมา แต่เพราะมีบทเรียนจากครั้งก่อนๆเฟิ่งสือจิ่นจึงไม่กล้าดื่มสุรามากนัก นางต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา จะได้คอยดูแลหลิวอวิ๋นชูที่เพิ่งดื่มเพียงไม่นานก็เริ่มเมามายตรงหน้าด้วย
เฟิ่งสือจิ่นกินเนื้ออย่างขะมักเขม้นและมองหลิวอวิ๋นชูที่ดื่มสุราอย่างขะมักเขม้นไปด้วย เขากรอกสุราเข้าปากหลายจอกก่อนจะครางอย่างพึงพอใจ “นานมากแล้ว... นานมากจริงๆ ที่ข้าไม่ได้ัักับความรู้สึกเมามายเช่นนี้!”
เฟิ่งสือจิ่นยัดแกะย่างเสียบไม้เข้าไปในมือของหลิวอวิ๋นชู “หลิวอวิ๋นชูดื่มแต่พอดีเถอะ หากมีอะไรที่อัดอั้นตันใจก็ระบายกับข้าได้เ้าไม่จำเป็ต้องห่วงศักดิ์ศรีหรือหน้าตาอะไรเพราะข้าจะถือว่าเ้าเมาจนไม่รู้เื่แล้ว”
หลิวอวิ๋นชูไม่ตอบ เขากรอกสุราเข้าปากอีกสองจอก จากนั้นจึงฟุบนอนบนโต๊ะเขาใช้มือทั้งสองข้างรองคางของตนเอาไว้ แล้วช้อนสายตาขึ้นมามองเฟิ่งสือจิ่นดวงตาของเขาสุกใสงดงาม แววตาใสสะอาดน่ามอง บวกกับขอบตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงเล็กน้อยไม่ว่าใคร แค่ได้มองดวงตาคู่นี้ก็ต้องใจอ่อนเป็แน่
เฟิ่งสือจิ่นกลัวเหลือเกินว่าเขาจะทนความกลุ้มใจไม่ไหวจนร้องไห้ออกมานางถามเสียงแ่ “เ้าเป็อะไรไป?”
หลิวอวิ๋นชูกะพริบตาหลายครั้ง เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วประกายรอยยิ้มขมขื่นออกมา “ไม่เป็ไร ข้าแค่อยากจะดูเ้าให้ชัดๆ เท่านั้น”
เฟิ่งสือจิ่นจับหน้าตัวเองพลางถามอย่างสงสัย“หน้าข้ามีอะไรเปื้อนอยู่หรือไง?”
หลิวอวิ๋นชูส่ายหน้า รอยยิ้มของเขาเปลี่ยนมาเป็สดใสและอ่อนโยนดวงตาคู่นั้นก็แฝงไปด้วยความรู้สึกที่มากมายจนแทบจะเอ่อล้นออกมา เขาพูดเสียงทุ้ม“เปล่า ข้าแค่กำลังคิดว่า ได้มองหน้าเ้าครั้งหนึ่งโอกาสที่จะได้เห็นหน้าเ้าก็จะลดน้อยลงไปด้วย สักวันข้าต้องแต่งงานกับคนอื่นเ้าเองก็เช่นกัน แบบนั้น ข้าก็ไม่มีโอกาสมองหน้าเ้าชัดๆ แบบนี้แล้ว ลุงกงหลอกข้าเขาบอกว่าเราเป็เพื่อนกันตลอดชีวิตได้ ทั้งที่ความจริงแล้วข้าไม่สามารถอยู่กับเ้าไปได้ตลอดชีวิตอย่างที่เขาบอก”
เฟิ่งสือจิ่นหางตากระตุกความรู้สึกของนางในตอนนี้ทั้งหลากหลายและสลับซับซ้อนเหลือเกินหลิวอวิ๋นชูเป็คนร่าเริงมาโดยตลอด เขาเคยพูดถ้อยคำที่น่าหดหู่เช่นนี้เสียที่ไหนฟังเขาพูดเช่นนี้ จู่ๆ นางก็รู้สึกหดหู่ไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว
เฟิ่งสือจิ่นถาม “ทำไมจู่ๆ ก็คิดแบบนี้ขึ้นมาได้ล่ะ?”
หลิวอวิ๋นชูดื่มสุราอีกหนึ่งจอก ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “อาจจะเป็เพราะว่า...ตอนนี้ ข้าจำเป็ต้องคิดเพื่อใครอีกคนแล้วกระมัง” เฟิ่งสือจิ่นอยากถามอะไร แต่หลิวอวิ๋นชูก็พูดขึ้นเสียก่อน“เฟิ่งสือจิ่น ทำไมเ้าถึงพกกริชติดตัวตลอดเวลาหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย นางหยิบกริชของตนออกมาจากหน้าอกมันเป็กริชที่ดูธรรมดาเป็อย่างมาก ด้ามกริชก็เป็เพียงไม้ที่ไม่ได้พิเศษอะไรเท่านั้นเฟิ่งสือจิ่นบอก “ทั้งที่วันนี้ข้ายังไม่ได้หยิบมันออกมาใช้เลยด้วยซ้ำแต่เ้ากลับรู้ว่าข้าพกกริชติดตัวมาด้วย นี่เป็กริชที่อาจารย์มอบให้ข้าและข้าก็พกมันติดตัวตลอดเวลา นอกจากจะใช้มันเพื่อป้องกันตัวได้แล้ว ยังใช้มันหั่นแคร์รอตได้อีกด้วย”
คิดไม่ถึงว่าหลิวอวิ๋นชูจะหยิบกริชเล่มหนึ่งออกมาจากหน้าอกของตนเองแสงจากเปลวเทียนส่องให้กริชเล่มนั้นแลดูเก่าแก่เป็อย่างมากแต่มันก็แลดูประณีตและงดงามมากเช่นกัน หลิวอวิ๋นชูพูดขึ้น“นี่เป็กริชที่ข้าได้มาจากร้านขายของโบราณ เ้าว่ามันสวยหรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นพยักหน้า “สวยมาก”
หลิวอวิ๋นชูพูดต่อ “อาจารย์เคยบอกว่า มีดแฝงไปด้วยรังสีสังหารผู้ใดพกมีดติดตัว ผู้นั้นก็จะดูดุดันและน่ากลัวไปด้วย ที่เป็เช่นนั้นก็เพราะเมื่อมีอาวุธติดตัว เราก็ไม่จำเป็ต้องเกรงกลัวใดๆ นั่นเอง ข้าคิดว่าในที่สุดข้าก็เข้าใจความรู้สึกของเ้าแล้ว”
“ความรู้สึกอะไร?”
“ตอนที่เราเกลียดใครสักคนมากๆ มันทำให้เราอยากจะแทงคนคนนั้นให้ตายจริงๆ”เฟิ่งสือจิ่นนิ่งเงียบ หลิวอวิ๋นชูจึงพูดขึ้นทีละพยางค์ด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ความรู้สึกตอนที่เ้าอยากจะแทงซูเหลียนหรูให้ตายในคืนนั้น ตอนนี้ข้ารู้ซึ้งถึงมันแล้ว เพราะข้าก็เกลียดนางไม่ต่างไปจากเ้า ข้าอยากจะแทงนางให้ตายๆไปเลย” เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาในหัวใจ ทั้งที่หลิวอวิ๋นชูกำลังเมาอยู่แท้ๆแต่จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็รู้สึกเหมือนว่าเขามีสติอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเขายันมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะแล้วหยัดตัวลุกขึ้นอย่างกะทันหันหลิวอวิ๋นชูมองเฟิ่งสือจิ่นอย่างละเอียดเป็ครั้งสุดท้ายจากนั้นจึงหมุนตัวแล้วเดินจากไป “และนี่ก็คือสิ่งที่ข้ากำลังจะทำต่อจากนี้เฟิ่งสือจิ่น ลาก่อน บางที พวกเราอาจไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากันอีกแล้วก็ได้”
เฟิ่งสือจิ่นได้สติกลับมาในที่สุดนางลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งตามหลิวอวิ๋นชูออกไป “หลิวอวิ๋นชู เ้ากำลังจะไปไหน!” นางะโเรียกยิ่งนานนางก็ยิ่งรู้สึกว่าวันนี้ หลิวอวิ๋นชูไม่ได้เรียกนางออกมาเพื่อระบายความอัดอั้นในหัวใจแต่เรียกนางออกมาเพื่อบอกลาต่างหาก
เฟิ่งสือจิ่นเห็นท่าไม่ดี เมื่อนางวิ่งไปถึงหน้าร้านหลิวอวิ๋นชูก็ปลดเชือกคล้องม้าที่ผูกอยู่กับต้นไม้ออกเรียบร้อยแล้ว เขาพยายามปีนขึ้นไปบนหลังม้าในสภาพมึนเมาหลังปีนอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้าสำเร็จเสียทีในที่สุดเฟิ่งสือจิ่นก็เข้าใจ เ้าบ้านี่เตรียมการมาั้แ่แรกแล้วที่เขาจูงม้ามาด้วยเพราะอยากอวดความหล่อเท่านั้นหรือ เปล่าเลย ที่เขาทำเช่นนี้เพราะอยากขี่ม้าไปทำเื่บ้าๆ หลังจากบอกลานางแล้วต่างหาก!
“หลิวอวิ๋นชู กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”
หลิวอวิ๋นชูคำรามสั่งให้ม้าวิ่งออกไป แต่เมื่อม้าเริ่มวิ่งหลิวอวิ๋นชูที่นั่งอยู่บนนั้นก็โอนไปเอนมาไม่หยุดเขาไม่สามารถควบคุมม้าให้ดีได้ด้วยซ้ำ สองขาที่หนีบท้องม้าอยู่ก็ไร้เรี่ยวแรงราวกับว่าเขาอาจจะตกลงมาจากหลังม้าเมื่อใดก็ได้เช่นนั้นม้าที่อยู่เบื้องล่างเองก็วิ่งไปตามท้องถนนด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างกัน
หลิวอวิ๋นชูพยายามตั้งสติและควบคุมตัวเองอีกครั้งสายลมที่พัดเข้ามาลูบหน้าทำให้เขาได้สติกลับมาเล็กน้อย สุราทำให้คนใจกล้ามากขึ้นสิ่งเดียวที่เขาคิดอยู่ในตอนนี้ก็คือการสังหารซูเหลียนหรู เขาต้องทำให้ได้ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็อย่างไรก็ตาม
เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามออกไปอย่างไม่คิดชีวิตหลิวอวิ๋นชูขี่ม้าอยู่ข้างหน้า เฟิ่งสือจิ่นวิ่งตามอยู่ข้างหลัง นางะโสุดเสียง“หลิวอวิ๋นชู หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ได้ยินไหม!”
โชคยังดีที่ม้าไม่ได้วิ่งเร็วอะไรมากมายระยะห่างระหว่างเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูจึงลดน้อยลงอย่างช้าๆทว่าในตอนที่เฟิ่งสือจิ่นกำลังจะคว้าขาของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ จู่ๆหลิวอวิ๋นชูก็ใช้ขาสะกิดท้องด้านล่างของม้า พลางเหวี่ยงแส้ฟาดม้าอย่างแรง “ไป!” เขาคำรามสั่งแล้วควบม้าจากไปโดยไม่สนใจเฟิ่งสือจิ่นอีก
“บิดาเ้าสิ เ้าบ้าเอ๊ย!”กีบเท้าม้าเกือบจะเตะโดนหน้าเฟิ่งสือจิ่นอยู่แล้ว มันทิ้งระยะห่างจากเฟิ่งสือจิ่นไปอย่างรวดเร็วเฟิ่งสือจิ่นได้แต่กัดฟันกรอดแล้ววิ่งตามไปอย่างสุดกำลังในตอนที่ทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงเมตรเฟิ่งสือจิ่นไม่มีเวลามาคิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว นางคำรามเสียงดังคล้ายเป็การให้กำลังใจตัวเองจากนั้นจึงะโไปข้างหน้าสุดแรง
โชคยังดีที่นางดึงขาของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้สำเร็จโดยไม่กลายเป็ผีใต้กีบเท้าม้า
